วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Biology of Phylum Arthropoda)โลกของสัตว์















ชีววิทยา ตารางชีวิตและอาณาจักรสัตว์


ในส่วนนี้ เราจะศึกษาเกี่ยวกับหลักการจัดจำพวกและการจัดไฟลัมในอาณาจักรสัตว์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก ปลา สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates) หมายความว่ามันไม่มีโครงร่างแข็งอยู่ภายใน

เราอาจจะหาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มาศึกษาได้หลายชนิด โดยหาตามสวนหรืออุทยาน เราสามารถศึกษาได้หลายเรื่อง เช่น มันเป็นสัตว์สปีชีส์ไหน กินอะไรเป็นอาหาร ชอบอาศัยอยู่ในที่แบบใด ทำกิจกรรมเมื่อไร (กลางวันหรือกลางคืน) และมันเคลื่อนที่อย่างไร

โปรโตซัว (Protozoa)

เป็นสัตว์ชนิดเดียวเช่น อะมีบา พารามีเซียม อยู่ในไฟลัมโปรโตซัว โดยทั่วไปจะอาศัยอยู่ในน้ำในทะเล ในสระหรือที่ชื้นแฉะ เช่นตามบ่อ เราจะเห็นมันได้โดยการส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์



ซีเลนเทอเรต (Coelenterate)


ซีเลนเทอเรตเป็นสัตว์ที่มีลำตัวนิ่ม ภายในกลวงและมีหนวด แมงกะพรุน ซีแอนีโมนี ไฮดราและปะการังเป็นซีเลนเทอเรตทั้งหมด

สัตว์ ที่อยู่ในไฟลัมนี้ เรียกว่า ซีเลนเทอเรต (Coelenterate) ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในทะเล เช่น ปะการัง กัลปังหา ดอกไม้ทะเล แมงกะพรุน มีเพียงส่วนน้อยอยู่ในน้ำจืด เช่น ไฮดรา แมงกระพรุนน้ำจืด
ลักษณะที่สำคัญ
1. มีสมมาตรแบบรัศมี (Radial symmetry)
2. มีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น คือ เนื้อเยื่อชั้นนอกทำหน้าที่เป็นผิวลำตัวเรียกว่า เอพิเดอร์มิส (Epidermis) และเนื้อเยื่อชั้นในทำหน้าที่เป็นเยื่อบุทางเดินอาหารเรียกว่า แกสโทรเดอร์มิส (Gastrodermis) ระหว่างเนื้อเยื่อชั้นนอกและเนื้อเยื่อชั้นในมีสารซึ่งมีลักษณะคล้ายวุ้น แทรกอยู่เรียกว่าชั้นโซเกลีย (Mesoglea)
3. ทางเดินอาหารเป็นแบบถุงไม่สมบูรณ์มีปากแต่ไม่มีทวารหนักช่อง ทางเดินอาหารนี้อยู่กลางลำตัวทำหน้าที่เป็นทั้งทางเดินอาหารและ ระบบหมุนเวียน เรียกว่าแกสโทรวาสคูลาร์ คาวิตี (Gastrovascular carvity) 4. มีเข็มพิษหรือเนมาโทซีสต์(Nematocyst)ใช้ในการป้องกันและฆ่า เหยื่อเนมาโทซีสต์มักจะอยู่กันหนาแน่นที่บริเวณหนวด(Tentacle) ซึ่งอยู่รอบปากมากกว่าบริเวณอื่นๆทำให้การหาอาหารและการต่อสู้กับ ศัตรูมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
5. ไม่มีระบบหายใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบขับถ่ายโดยเฉพาะ แต่โดยทั่วไปอาศัยการแพร่ของก๊าซและของเสียต่างๆระหว่างน้ำที่ อยู่รอบๆตัวกับผิวลำตัวโดยตรง หรือมีเซลล์ชนิดพิเศษเช่นเซลล์ ที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร (nutritive cell) ช่วยทำหน้าที่ ย่อยและดูดซึมสามอาหาร เพื่อส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายต่อไป
6. ระบบประสาทเป็นแบบข่ายใยประสาท(Nerve net)แผ่กระจายทั่วตัว และหนาแน่นบริเวณหนวดดังนั้นการนำกระแสประสาทจึงเป็นไปใน ลักษณะทุกทิศทุกทางทำให้กระแสประสาทเคลื่อนที่ไปได้ช้าและมีทิศ ทางไม่แน่นอนซึ่งแตกต่างจากสัตว์ชั้นสูงอื่นๆ
7. สัตว์กลุ่มนี้มีรูปร่างเป็น 2 แบบ คือ รูปร่างแบบต้นไม้เรียกว่า โพลิป (Polyp) เช่น ไฮดรา ปะการังดอกไม้ทะเลและรูร่างคล้ายร่มหรือกระ ดิ่งคว่ำ เรียกว่า เมดูซา(Medusa) ได้แก่แมงกระพรุน
8. การสืบพันธุ์ มีทั้งแบบอาศัยเพศและแบบไม่อาศัยเพศแบบอาศัยเพศ โดยการสร้างเซลล์สืบพันธุ์มาผสมกันส่วนการสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศโดยการแตกหน่อหรือการ แบ่งตัว ซีเลนเทอเรตหลายชนิด เช่น แมงกะพรุน โอบีเลียมีการสืบพันธุ์แบบสลับ (Alternative of generation) โดยมีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศด้วยการแบ่งตัวหรือ แตกหน่อกับการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศด้วยการสร้างเซลล์สืบพันธุ์มา ผสมกัน
สัตว์ในกลุ่มนี้จัดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปะการัง เพราะปะการัง สามารถสร้างโครงร่างภายนอกซึ่งเป็นสารจำพวก หินปูนได้และโครงหินปูนเหล่านี้รวมกันมากๆกลายเป็นแนวหินปะการังซึ่ง ให้ความสวยงามเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจเป็นที่ท่องเที่ยวและมีนักท่องเที่ยวมา ชมปีละมากๆเช่น หินปะการังที่เกาะล้านนอกจากนี้แนวหินปะการังยังมี ความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างมาก เพราะแนวหินปะการังเป็นที่อยู่อาศัยที่ หลบภัย ที่หาอาหาร ที่ผสมพันธุ์และการเจริญของตัวอ่อนของสัตว์ทะเล หลายชนิดก็อาศัยแนวหินปะการังเป็นแหล่ง ที่อาศัยและที่เจิญเติบโต ดังนั้นแนวหินปะการังจึงมีสัตว์ต่างๆมาอาศัยอยู่อย่างชุกชุมซึ่ง ลักษณะอันนี้จัดเป็นระบบนิเวศที่สำคัญและเป็นสมดุลธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่ในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างมากเพราะแนวหินปะการังถูก ทำลายอย่างมาก


แอนีลิด (Annelid)

ไส้เดือนจัดอยู่ในไฟลัมแอนีลิด สัตว์พวกนี้มีลำตัวนิ่ม ลำตัวแบ่งเป็นวงๆ หรือปล้องเรียงติดกัน ไส้เดือนเคลื่อนที่โดยการคลายตัวและหดของกล้ามเนื้อในร่างกาย


อาร์โทรพอด (Arthropod)

อาร์โทรพอด มีโครงร่างภายนอก (Exoskeletion) ขาและหนวดเป็นข้อๆ ลำตัวมักแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ หัว อก และท้อง อาร์โทรพอด แบ่งออกเป็น 4 คลาสหลัก คือ

ครัสเตเชียน (Crustacean)

วูด ไลซ์ และสัตว์ที่มีเปลือก เช่น ปูและกุ้งเป็นครัสเตเชีย สัตว์พวกนี้จะมีขา 10-14 ขา มีหนวด 2 คู่ และหายใจโดยใช้เหงือก




อะแรชนิด (Arachnid)

แมงมุมและแมงป่องเป็นอะแรชนิด สัตว์เหล่านี้มี 8 ขา ไม่มีหนวดและมีตาประกอบอย่างง่ายๆ อะแรชนิดบางชนิดมีการชักใยสำหรับดักจับอาหาร


แมลง (Insect)


แมลงมี 6 ขา มีปีก 2 คู่ มีหนวด 1 คู่ และมีตาประกอบ 2 ตา ทราบไหมว่า ประมาณ 70% ของสัตว์ทั้งหมดเป็นแมลง

ไมริเอพอด (Myriapod)

อาร์โทรพอดที่มีขาเป็นจำนวนมาก เช่นตะขาบ และกิ้งกือ เรียกว่า ไมริเอพอด


เนื่องจากอาร์โทรปอดเป็นไฟลัมที่ใหญ่มาก และมีประวัติการจัดจำแนกตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ในหลายปีที่ผ่านมา อาร์โทรปอดถูกแบ่งออกเป็น 2 ซับไฟลัม โดยอาศัยความแตกต่างระหว่างส่วนของปาก คือ Subphylum Chelicerata ได้แก่ แมงมุม แมงป่อง ไร และอาร์โทรปอด ชนิดอื่น ๆ ที่มีระยางค์ปาก 1 คู่ เป็น chelicerae อีกกลุ่มจะเป็นอาร์โทรปอดที่มีกราม (mandible) ใช้ในการบดเคี้ยวอาหารแข็ง จึงแบ่งย่อยออกเป็น 4 ซับไฟลัม (subphylum) คือ

  1. ซับไฟลัมไตรโลบิทา (Subphylum Trilobita)
  2. ซับไฟลัมชีริเชอราตา (Subphylum Chelicerata) ได้แก่ แมงดาทะเล (horseshoe crabs) แมงป่อง (scorpions) แมงมุม (spiders) ไร (mites) และเห็บ (ticks)
  3. ซับไฟลัมครัสตาเซีย (Subphylum Crustacea) ได้แก่ กุ้ง (shrimps) ปู (crabs)
  4. ซับไฟลัมยูนิราเมีย (Subphylum Uniramia) ได้แก่ตะขาบ (centipedes) กิ้งกือ (millipedes) และแมลง (insects)

10.5.1 ซับไฟลัมไตรโลบิตา (Trilobita)

เป็นสัตว์ยุคโบราณเกิดเมื่อ 85 บ้านปีที่ผ่านมาในยุคแคมเบรียน และลดจำนวนลงอย่างช้า ๆ จนกระทั่งสูญพันธุ์ไปหมดในปลายยุคพาลีโอโซอิค Trilobite เป็นชื่อที่ได้มาจากการแบ่งส่วนของเปลือกแข็งที่หุ้มลำตัวออกเป็น 3 ส่วน ขนาดของฟอสซิสที่พบมีความยาวตั้งแต่ 3 มม. จนถึง 70 ซม. แต่ส่วนมากที่พบมีขนาดตั้งแต่ 2-7ซม. ลำตัวของ Trilobites มีลักษณะของปล้องอย่างชัดเจน แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว (head) ส่วนอก (thorax) และส่วนท้าย (pygidium) ส่วนหัวประกอบด้วยปล้องหลายปล้องเชื่อมต่อกันเป็นที่ตั้งของหนวด 1 คู่ ตารวม ปาก และขา ส่วนนอกประกอบด้วยปล้องประมาณ 2-29 ปล้อง แต่ละปล้องยกเว้นปล้องสุดท้ายจะมีขาที่แตกแขนงปล้องละ 1 คู่

10.5.2 ซับไฟลัม ชิริเซอราตา (Subphylum Chelicerata)

สมาชิกในกลุ่มนี้ถูกแยกออกมาจากอาร์โทรปอดชนิดอื่น ๆ โดยอาศัยลักษณะของการไม่มีกราม (mandible) และไม่มีหนวด (antenna) ลำตัวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เซฟาโลทอแรกซ์ (cephalothorax) และส่วนท้อง (abdomen) เซฟาโลทอแรกซ์เป็นส่วนที่รวมส่วนหัวและส่วนอกเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีเปลือกแข็งชิ้นเดียวคลุมอยู่เรียก คาราเพช (carapace) ระยางค์ทั้ง 6 คู่ ประกอบด้วยระยางคู่แรกเป็นระยางค์หนีบ (chelicerae) ระยางค์คู่ที่ 2 คือ เพดิพาลพ์ (pedipalp) ช่วยในการฉีกอาหาร ระยางค์อีก 4 คู่ เป็นขาเกิน ส่วนท้องไม่มีระยางค์ แบ่งออกเป็น 2 คลาส

  1. คลาสเมอโรสโรมาตา (Class Merostomata) สมาชิกในกลุ่มนี้ได้แก่ แมงดาทะเล (horseshoe crabs) ในปัจจุบันเหลือเพียง 5 ชนิด จัดว่าเป็นพวกชีริเซอเรคที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความยาวถึง 60 เซนติเมตร ที่พบเป็นฟอสซิลยาวถึง 2 เมตร ด้านหลังของคาราเพชมีตาประกอบ 1 คู่ ด้านล่างของเซฟาโรทอแรกซ์เป็นที่ตั้งของระยางค์ทั้ง 6 คู่ โดยระยางค์ขา 3 คู่ มีลักษณะเป็นก้ามหนีบ ยกเว้นขาคู่สุดท้ายใช้ในการกวาดโคลน ทราย ปล้องส่วนท้องจะรวมกัน ด้านท้ายสุดจะยื่นยาวออกเป็นหาง (telson) ด้านล่างของส่วนท้องเป็นที่ตั้งของเหงือก 5 คู่ และมีแผ่นปิดเหงือก (lamella) แมงดาทะเลเป็นสัตว์ที่ไม่เป็นอันตราย มันจะใช้ระยางค์ขาคู่สุดท้ายดันขุดดินไปด้านหลังเพื่อฝังตัวลงในโคลนหรือทราย การดำรงชีวิตเป็นทั้งกินพืชและกินซาก รวมทั้งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม
  2. คลาส อะแรคนิดา (Class Arachnida) ประกอบด้วยสมาชิกในกลุ่มประมาณ 60,000 ชนิด อาศัยอยู่บนบก กระจายทั่วไป บางชนิดเป็นปรสิตทั้งในพืชและสัตว์ ระบบแลกเปลี่ยนก๊าซมีการปรับตัวให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ในน้ำมาเป็นบนบก โดยมีชั้นอีพิคิวติเคิลหุ้มด้วยไข ป้องกันการสูญเสียน้ำ ของเสียเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่ไม่ละลายน้ำ สัตว์ในคลาสนี้แบ่งออกเป็น 13 order ที่รู้จักกันดีคือ
    • แมงป่อง (scorpion) เป็นอะแรคนิดที่มีขนาดใหญ่ มีเพดิพาลท์ขนาดใหญ่และยาวเป็นก้ามหนีบด้วย ปลายสุดของส่วนท้องมีต่อมพิษ ด้านบนของส่วนหัวมีตา 1 คู่ อยู่บริเวณกึ่งกลางของคาราเพช และมีตาด้านข้างอีก 3 คู่ ในเวลากลางวันจะหลบซ่อนตัวใต้ก้อนหิน ขอนไม้ และออกหาเหยื่อในเวลากลางคืน พบได้ทั่วไปในเขตร้อน
    • แมงมุม (spider) มีประมาณ 32,000 ชนิด ส่วนท้องไม่มีปล้องเชื่อมต่อกับ เซฟาโรทอแรกซ์ เป็นรอยต่อคอดกิ่วชัดเจน เพดิพาลท์มีขนาดเล็กเหมือนขาเดิน แมงมุมมีตา 8 ตา ทางด้านหน้าของหัว แมงมุมบางชนิดสร้างใยได้ ใย (silk) เป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนเรียงต่อซ้ำกัน ใยแมงมุมมีความแข็งแรงเทียบเท่าไนลอน แต่สามารถยืดยาวออกได้มากกว่าถึง 2 เท่า ต่อมสร้างใยตั้งอยู่ที่ส่วนท้องเปิดเข้าสู่อวัยวะชักใยเรียก spinnerate ที่ส่วนท้ายของท้อง ใยที่สร้างขึ้นเมื่อปล่อยออกมาจะมีลักษณะเป็นของเหลว เมื่อถูกกับอากาศเส้นใยจะแข็งตัวขึ้น แมงมุมใช้ใยในการดักจับเหยื่อ และช่วยผสมพันธุ์
    • เห็บ (tick) เป็นปรสิตภายนอกที่พบในสัตว์มีกระดูกสันหลัง เช่น สุนัข วัว โดยดูด กินเลือด ส่วนหัวมีขนาดเล็ก มีผนังลำตัวที่ห่อหุ้มหนา ในช่วงเวลาที่รอเหยื่อจะหลบซ่อนอยู่ในดิน ก่อให้เกิดโรคในสัตว์
    • ไร (mite) มีขา 4 คู่ ลำตัวมีขนาดเล็กมาก เป็นปรสิตได้ทั้งในพืชและสัตว์ ร่างกายแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหัวเรียกโปรโซมา (prosoma) ส่วนท้องเรียกโอพิสโทโซมา (opsthosoma) พวกที่อาศัยในพืชจะดูดกินน้ำเลี้ยง และก่อให้เกิดโรคระบาดได้ ในสัตว์ก็เช่นเด่ยวกัน มักอาศัยอยู่ตามสัตว์ปีก เนื่องจากมีขนาดเล็กมาก ไข่หรือตัวเต็มวัยอาจแพร่กระจายไปกับฝุ่นละออง

10.5.3 ซับไฟลัม ครัสตาเซีย (Subphylum Crustacea)

สมาชิกประกอบด้วย กุ้ง (shrimp) ปู (crab) เพรียง (barnacle) ไรน้ำ (water flea) ส่วนมากอาศัยอยู่ในน้ำโดยเฉพาะน้ำเค็ม พบบ้างในน้ำจืด ลักษณะที่แตกต่างจากซับไฟลัมอื่น คือมีหนวด 2 คู่ หนวดคู่แรกมีโครงสร้างที่คล้ายกับหนวดของแมลง ตะขาบและกิ้งกือ หนวดคู่ที่ 2 เป็นลักษณะเฉพาะของครัสตาเซีย ระยางค์ที่ช่วยในการหาอาหารประกอบด้วยขากรรไกรล่าง (mandible) 1 คู่ และขากรรไกรบน (maxilla) 1 คู่ ระยางค์ของส่วนหัวนี้จะจำเพาะเจาะจงสำหรับสัตว์ในซับไฟลัมนี้ คาราเพซที่ปกคลุมร่างกายจะแตกต่างกันในแต่ละคลาส บางคลาสอาจจะคลุมเฉพาะส่วนด้านหลังของลำตัว หรือเฉพาะด้านข้าง หรือคลุมทุกส่วนของร่างกาย ระยางค์จะมีลักษณะ 2 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่ด้านหน้าเรียกเอกโซโพไดท์ (exopodite) ด้านหลังเรียกเอนโดโพไดท์ (endopodite) ต่อจากส่วนฐานที่เรียกว่าโปรโตโพไดท์ (protopodite)

ส่วน มากครัสตาเซียนจะมีจำนวนปล้องประมาณ 16-20 ปล้อง ร่างกายแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง แต่อาจจะไม่เหมือนกันทุกชนิดในซับไฟลัมนี้ ครัสตาเซียนที่มีขนาดใหญ่มักมีสีสรรสดใส เนื่องจากมีรงควัตถุอยู่ในชั้นเอนโดคิวติเคิล กุ้งใหญทที่สุกแล้วจะมีลำตัวสีแดง เนื่องจากการเปลี่ยนสภาพของโปรตีนของรงควัตถุแอสตาแซนทิน (astaxanthin) ซึ่งเดิมจะมีสีน้ำเงินหรือสีเขียว บางชนิดมีการปรับสีให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเนื่องจากมีการเคลื่อนที่ของ รงควัตถุในโครมาโตฟอร์ ทำให้ลำตัวมีสีเข้มหรือสีอ่อน แบ่งออกเป็น 6 คลาส คือ

1. คลาส มาลาคอสตราคา (Class Malacostraca) คลาสนี้จัดเป็นคลาสที่ใหญ่ที่สุดในซับไฟลัม สมาชิกที่สำคัญได้แก่ กุ้ง (shrimp) กุ้งใหญ่ (lobster) กุ้งน้ำจืด (crayfish) และปู (crab) จัดอยู่ในออเดอร์เดคพอดา (decapoda) ซึ่งหมายถึงสัตว์ที่มีขา 5 คู่ รวมทั้งขาคู่แรกที่เปลี่ยนเป็นก้ามหนีบขนาดใหญ่

ตัวอย่างที่ใช้ศึกษาคือ กุ้ง

โครงสร้างของลำตัว ร่างกายของกุ้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยมีส่วนหัวรวมกับส่วนอกเรียกเซฟาโลทอแรกซ์ (cephalothorax) มีจำนวนปล้อง 13 ปล้อง และส่วนท้องมีจำนวนปล้อง 6 ปล้อง ระยางค์ของลำตัวประกอบด้วย

  • ระยางค์ส่วนหัว มี 5 คู่ คือ หนวด 2 คู่ (antenna & antennule) ขากรรไกรล่าง (mandible) 1 คู่ มีลักษณะเป็นฟันบดแข็ง ขากรรไกรบน (maxilla) 2 คู่ ทำหน้าที่ช่วยจับอาหารเข้าปาก
  • ระยางค์ส่วนอกมี 8 คู่ คือ ระยางค์ที่ใช้ในการกิน (maxilliped) ขนาดเล็ก 3 คู่ ขาเดิน 5 คู่ ขาเดินคู่แรกเปลี่ยนเป็นก้ามหนีบ (cheliped) ใช้จับเหยื่อ
  • ระยางค์ส่วนท้อง มี 6 คู่ คือ ขาว่ายน้ำ (pleopod หรือ swimmeret) 5 คู่ ใช้ว่ายน้ำ คู่สุดท้ายเป็นแพนหาง (uropod)

การลอกคราบ (Ecdysis) ครัสตาเซียนเป็นสัตว์ที่มีโครงร่างแข็งภายนอก ดังนั้นจึงมีการเจริญโดยการลอกคราบ ในระยะตัวอ่อนจะมีการลอกคราบได้หลายครั้ง และจะน้อยลงในช่วงที่เป็นตัวเต็มวัย

ระบบกล้ามเนื้อ ผิวลำตัวชั้นนอกมีอีพิเดอร์มิส หุ้มด้วยชั้นของคิวติเคิล ใต้ชั้นอีพิเดอร์มิสเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวกัน และมีกล้ามเนื้อตามยาว ช่วยในการเคลื่อนไหว ประกอบด้วย 1. กล้ามเนื้อเฟลคเซอร์ (flexor muscle) มีอยู่ 2 คู่ เป็นมัดกล้ามเนื้อที่เรารับประทานช่วยในการดีดตัวของกุ้ง 2. กล้ามเนื้อเอคเทนเซอร์ (extensor muscle) มีอยู่ 2 คู่ เป็นมัดกล้ามเนื้อช่วยให้กุ้งเหยียดตัว

ระบบย่อยอาหาร มีระยางค์หลายคู่ช่วยในการจับเหยื่อให้เข้าสู่ปาก ผ่านคอหอยสั้น ๆ เข้าไปยังกระเพาะอาหารส่วนแรก (cardiac stomach) และกระเพาะอาหารส่วนหลัง (pyloric stomach) บริเวณด้านข้างมีรูเปิดของท่อน้ำย่อยจากตับ (digestive gland) เข้ามาช่วยย่อยและมีการดูดซึมในบริเวณนี้ด้วย จากนั้นกากอาหารจะถูกส่งออกตามลำไส้ไปยังทวารที่อยู่ส่วนท้ายของร่างกาย

ระบบหมุนเวียนโลหิตและระบบแลกเปลี่ยนก๊าซ หัวใจอยู่บริเวณด้านเหนือกระเพาะอาหารและอวัยวะสืบพันธุ์ อยู่ในช่องรอบหัวใจ (pericardial cavity) มีช่องเล็ก ๆ ให้เลือดในช่องนี้ไหลเข้าไปในหัวใจได้ เส้นเลือดที่สำคัญมีหลายเส้น และส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ที่สำคัญได้แก่

เส้นเลือด จำนวน หน้าที่การทำงาน
opthalmic artery 1 เส้น ออกจากหัวใจด้านหน้าไปเลี้ยงส่วนหัวและกระเพาะอาหาร
antennary aratery 1 คู่ เป็นเส้นเลือดที่แยกแขนงออกจาก opthalmic aratery ไปเลี้ยงหนวด
gastric artery 1 คู่ เป็นเส้นเลือดที่แยกแขนงออกจาก opthalmic aratery ไปเลี้ยงกระเพาะ
hepatic artery 1 คู่ ออกจากหัวใจทางด้านล่างไปเลี้ยงตับ (digestive gland)
dorsal abdominal artery 1 เส้น ออกจากหัวใจส่วนท้ายด้านล่าง แล้ววกขึ้นบนไปยังหาง
stemal artery 1 เส้น แยกจากดอซัลแอบโดมินับ อาทอรี ลงสู่ด้านล่าง
ventral artery 1 เส้น อยู่ทางด้านล่าง แล่นไปส่วนหัวเรียก ventral thoracic artery และแล่นไปส่วนท้องเรียก


ventral abdominal aratery

เลือดของกุ้งมีสีฟ้าอ่อน เพราะมีองค์ประกอบของฮีโมไซยานิน เมื่อเลือดไหลออกจากหัวใจไปยังเส้นเลือดต่าง ๆ แล้วไหลเข้ามารวมกันที่แอ่งพักเลือดด้านท้อง เลือดจะไหลเข้าสู่เส้นเลือดที่นำไปฟอกยังเหงือก ซึ่งมีอยู่ 8 คู่ ทางด้านข้างของส่วนอก โดยมีแผ่นเปลือกปิดไว้ แต่ละอันมีใยเหงือกเล็ก ๆ เป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อเกิดการฟอกเลือดแล้ว เลือดจะไหลออกเพื่อไหลเข้าสู่ช่องรอบหัวใจแล้วเข้าหัวใจทางรูออสเตีย (ostia)

ระบบขับถ่ายของเสีย อวัยวะที่ใช้ในการขับถ่าย คือ ต่อมที่อยู่บริเวณโคนหนวดเรียกต่อมเขียว (green gland หรือ antennary gland) อยู่ภายในช่องที่มีของเหลวที่เป็นของเสียมารวมอยู่โดยการซึมแพร่เข้าไปใน ต่อมเขียว ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงและส่งไปพักที่บริเวณกระเพาะพัก (bladder)เปิดออกนอกร่างกายที่โคนหนวดคู่ที่ 2

ระบบประสาท ประกอบด้วยสมอง เป็นปมประสาทขนาดใหญ่อยู่บริเวณส่วนหัว มีแขนงแยกไปเลี้ยงตา (optic nerve) และไปเลี้ยงหนวด (antennary nerve) จากปมประสาท สมองมีเส้นประสาทล้อมรอบหลอดอาหาร ลงมายังปมประสาทด้านล่าง รวมกันเป็นปมประสาททรวงอก (thoracic ganglion) ซึ่งมีปมประสาท 7 ปม จากนั้นจะทอดยาวเป็นปมประสาทส่วนท้อง (ventral nerve cord) และมีปมประสาทแยกออกไปยังกล้ามเนื้อและระยางค์ต่าง ๆ
ภาพประกอบ

ระบบสืบพันธุ์ เป็นสัตว์แยกเพศ เพศผู้ประกอบด้วย เทสทิส เพศเมียมีรังไข่อยู่บริเวณด้านหลังของส่วนอก ท่อนำสเปิร์มจะมีรูเปิดออกที่ฐานของขาคู่ที่ 5 ท่อนำไข่จะเปิดออกที่ฐานของคู่ที่ 3 และมีถุงรับสเปิร์มอยู่ระหว่างขาคู่ที่ 4 และขาคู่ที่ 5 ไข่ที่ผสมแล้วจะถูกอุ้มไว้โดยระยางค์ของส่วนท้องจนกลายเป็นตัวอ่อน (nauplius) ซึ่งจะลอกคราบหลายครั้งจนได้ตัวเต็มวัย
ภาพประกอบ

2. คลาส บรานชิโอโพดา (Class Branchiopoda) เป็นพวกที่มีขนาดเล็ก มีความยาวน้อยกว่า 1 เซนติเมตร ประกอบด้วยไรน้ำ (water flea) ไรน้ำเค็ม (fairy shrimp) ไรน้ำเค็มขนาดเล็ก (brine shrimp) มีระยางค์แบนแบบใบไม้ และมีขนเล็ก ๆ ไรน้ำมีรูปร่างเหมือนนกตัวเล็ก พบในแหล่งน้ำจืดส่วนของลำตัวจะม้วนอยู่ภายใต้แผ่นแข็ง (carapace) หัวเป็นที่ตั้งของหนวดที่แตกแขนงเป็น 2 แฉก มีตารวมตงกลาง 1 อัน ไรน้ำเค็มมีลำตัวที่ยาวกว่าและไม่มีแผ่นแข็งปกคลุมลำตัว

ระยางค์ที่มีรูปร่างเหมือนใบไม้ช่วยในการแลกเปลี่ยนก๊าซเรียกว่าแผ่นเหงือก (gill plate) แต่เนื่องจากลำคัวมีขนาดเล็กมาก อาจไม่เรียกว่าเหงือกก็ได้ ทำหน้าที่สำคัญของระยางค์เหล่านี้คือในไรน้ำเค็มช่วยในการเก็บกักอาหาร ไรน้ำจืดใช้ช่วยในการว่ายน้ำ สัตว์ในคลาสนี้โดยมากจะชอบกันที่อยู่ในน้ำจืด ยกเว้นไรน้ำเค็ม (Artemia) ที่สามารถปรับตัวให้อยู่ในน้ำเค็มและทนต่อความเต็มในปริมาณสูงได้

ไรน้ำจะวางไข่ในที่ว่างด้านหลังลำตัวใต้แผ่นแข็งคาราเพซ และเจริญเป็นตัวเต็มวัย แต่ในชนิดอื่นไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนก่อนเจริญเป็นตัวเต็มวัย ในสภาวะที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยให้มีการสืบพันธุ์แบบปกติได้ จะมีการสืบพันธุ์โดยไม่มีการปฏิสนธิ (parthenogenesis) โดยสร้างไข่ที่มีเปลือกบางหุ้ม เปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งอย่างรวดเร็ว และมีระยะพักตัวได้นานในช่วงระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม

3. คลาส โคพิโพดา (Class Copepoda) มีสมาชิกประมาณ 7,500 ชนิด ส่วนมากเป็นสัตว์ทะเล มีความยาวของลำตัวประมาณ 1-5 มม. ส่วนหัวเป็นที่ตั้งของตา 1 อัน หนวดคู่แรกมีขนาดใหญ่ทำมุมกับลำตัว ลำตัวประกอบด้วย ส่วนอกที่เป็นที่ตั้งของระยางค์ และส่วนท้องแคบ ไม่มีระยางค์ ยกเว้นที่แพนหาง ลักษณะจึงดูเหมือนลูกระเบิดมีหนวดรูปกางเขนที่ส่วนหัว ไม่มีเหงือก ส่วนมากดำรงชีวิตเป็นแพลงก์ตอนอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม รวมกับแพลงก์ตอนอื่นในทะเล และทะเลสาบ บางชนิดอาศัยอยู่พื้นที่ท้องทะเล กองขยะ สาหร่าย มีหลายชนิดที่เป็นปรสิตภายนอกของปลา โดยอาศัยตามครีบ เหงือก โดยมีหนวดคู่ที่สอง ช่วยในการว่ายน้ำ หนวดคู่ที่ 1 เปรียบเสมือนร่มชูชีพ อาหารที่สำคัญของโคพีพอดคือ ไดอะตอม จัดว่ามีความสำคัญในระบบนิเวศน์ของท้องทะเล พบว่าโคพีพอดชนิด Calanum finmarchicus มีขนาดลำตัว 5 มม. จะกินไดอะตอมได้ถึง 373,000 ตัว ในเวลา 24 ชั่วโมง

4. คลาส ออสตราโคดา (Class Ostracoda) ลำตัวปกคลุมด้วยคาราเพซ 1 คู่ มีชื่อเรียกทั่วไปว่า ไรถั่ว (seed shrimp) คล้ายหอย 2 ฝา เปลือกแต่ละอันยาวประมาณ 2 มม. ติดกันที่ด้านหลัง โดยมีบานพับปิดเปิดโดยใช้กล้ามเนื้อแอดดัคเตอร์ (adductor muscle fibers) ระยางค์ส่วนลำตัวจะหายไปเหลือแต่หนวดที่ส่วนหัวขนาดใหญ่ 2 อัน มักพบอยู่รวมกับโคพีพอด มีการดำรงชีวิตได้หลายแบบ กินทั้งพืช สัตว์ และซากสิ่งมีชีวิต ไข่จะถูกสร้างออกมาในคาราเพซ และเจริญเติบโตโดยการลอกคราบจนได้ตัวเต็มวัย

5. คลาสเซอริพีเดีย (Class Cirripedia) สมาชิก ในกลุ่มมีความเป็นอยู่แตกต่างจากสัตว์ในคลาสอื่น เนื่องจากไม่เคลือนที่ ลำตัวถูกห่อหุ้มด้วยคาราเพซ ซึ่งเป็นเปลือกหินปูนแข็งลักษณะจะคล้ายกับพวกออสตราคอดที่มีเปลือกแข็ง หุ้มตัว มีหนวดเกาะติดอยู่กับฐาน เรียกทั่ว ๆ ไปว่าเพรียง แบ่งเป้น 2 พวกคือ พวกที่มีก้านยึดเกาะเรียกว่าเพรียงก้าน (gosse barnacle) ประกอบไปด้วยส่วนก้านที่ตั้งตรงเป็นเสาและส่วนลำตัว ซึ่งปกคลุมด้วยเปลือกแข็ง เปิดปิดได้เช่นเดียวกับหอย อีกพวกหนึ่งไม่มีก้านเช่น เพรียงหิน (rock barnacle) รูปร่างจะมีเฉพาะส่วน capitulum ยึดติดกับหินหรืออาศัยอยู่กับปลา

ลำ ตัวเป็นที่ตั้งของระยางค์ 6 คู่ ที่ยาวมากและม้วนตัวเรียกเซอริ (cirri) ในขณะที่หาเหยื่อเซอรินี้จะยืดยาวออกผ่านรอยแยกของคาราเพซเหมือนตะกร้าขนาด ใหญ่

10.5.4 ซับไฟลัม ยูนิราเมีย (Subphylum Uniramia)

เป็นซับไฟลัมใหญ่ที่สุดของไฟลัมอาร์โทรโปดาประกอบด้วย ตะขาบ (centipedes) กิ้งกือ (millipedes) และแมลง (insects) ลักษณะทั่วไปของซับไฟลัมคือ มีหนวด 1 คู่ ระยางค์ที่ช่วยในการกินอาหาร ประกอบด้วยขากรรไกรล่าง หรือกราม (mandible) 1 คู่ และขากรรไกรบน (maxilla) 2 คู่ มีขาเป็นปล้องตั้งแต่ 3 คู่ขึ้นไป ชื่อซับไฟลัมยูนิราเมีย หมายถึง "ระยางไม่แตกแขนง"

1. คลาสไดโพลโพดา (Class Diplopoda) มีสมาชิกประมาณ 7,500 ชนิด ได้แก่ กิ้งกือ (milliped) ลำตัวเป็นรูปทรงกระบอก มีจำนวนปล้องประมาณ 25 - 100 ปล้อง แต่ละปล้องมีขาเดิน 2 คู่ ซึ่งเกิดจากการรวมกันของปล้องที่อยู่ชิดกัน ส่วนหัวกลมเป็นที่ตั้งของหนวด 1 คู่ ลำตัวเรียบ ขาจะตั้งอยู่ใกล้เส้นกึ่งกลางท้อง ประกอบด้วยแมนดิเบิล 1 คู่ และแมกซิลลา 1 คู่

ชนิดที่มีลำตัวด้านหลังแบน (flat-backed millipede) ชอบอาศัยอยู่ใต้ก้อนหินและเปลือกไม้ กิ้งกือทั้ง 2 ชนิด มีต่อมผลิตสารพิษ ผลิตสารที่ประกอบด้วยไอโอดีนควิโนน กรดไฮโดรไซยานิค ซึ่งช่วยป้องกันศัตรูได้

2. คลาสชิโลโพดา (Class Chilopoda) ได้แก่ ตะขาบ (centipede) เป็นสัตว์กินเนื้อ ปรับตัวให้เหมาะกับการเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว มีจำนวนปล้องประมาณ 15-173 ปล้อง แต่ละปล้องมีขา 1 คู่ ยกเว้นปล้องแรกและปล้องสุดท้าย ด้านหลังของแมนดิเบิล 1 คู่ และแมกซิลลา 2 คู่ เป็นกรงเล็บที่มีพิษมีหนวดยาว 1 คู่ ปล้องแต่ละปล้องจะไม่รวมกันเหมือนกิ้งกือ เพื่อไม่ให้ลำตัวโยกเยก เวลาคลานอย่างรวดเร็วเหมือนวิ่ง ลำตัวเพิ่มความแข็งแรงโดยมีแผ่นแข็งคลุม ส่วนของปล้องเรียงเหลื่อมกัน ขาของตะขาบจะค่อย ๆ ยาวขึ้น เรียงมาจากปล้องแรกจนถึงปล้องสุดท้าย ขาจึงสามารถที่จะเคลื่อนออกไปได้โดยไม่มีการกีดขวางซึ่งกันและกัน

3. คลาส อินเซ็คตา (Class Insecta) จัดเป็นคลาสที่ใหญ๋ที่สุดทั้งในไฟลัมอาร์โทรโปดา และเมื่อเทียบกับสัตว์ในไฟลัมอื่น ๆ ด้วย มีสมาชิกประมาณ 750,000 ชนิด ซึ่งคาดว่าจริง ๆ คงมีมากกว่านี้ เนื่องจากการศึกษาแมลงที่ยังมีชีวิตในเขตร้อน เพิ่มจะเริ่มสำรวจไม่นาน และคาดว่ามีอีกไม่ต่ำกว่า 30 ล้านชนิด ที่ยังหลงเหลือจากการสำรวจ ซึ่งเปล่งที่มีมากที่สุดคือในป่าเขตร้อนชื้น แมลงจัดเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจการเกษตรมาก เนื่องจากการถ่ายละอองเกสรของพืชไร่ แมลงเป็นพาหะที่สำคัญ แมลงเหล่านี้ได้แก่ ผึ้ง ต่อ ผีเสื้อ ฯลฯ แมลงบางขนิดเป็นพาหะในการนำโรคมาสู่คน ได้แก่ ยุง หมัด เหา เรือด ฯฯ

1. รูปร่างภายนอก ลำตัวประกอบด้วยปล้องที่เรียงต่อกันแบ่งเป็น ส่วนหัว (head) ส่วนอก (thorax) และส่วนท้อง (abdomen) มีตารวมหรือตาประกอบ (compound eye) ทางด้านข้างของส่วนหัว และมีตาเดี่ยว (simple eye) อีก 3 ตา เรียก ocelli อยู่ระหว่างตาประกอบ ระยารงค์ที่ใช้ในการกินอาหารประกอบก้วยแมนดิเบิล 1 คู่ และแมกซิลลา 2 คู่ แมกซิลลา 2 คู่นี้ จะรวมกันเป็นริมฝีปากล่าง (labium) และริมฝีปากบน (labrum) ส่วนอกประกอบด้วยปล้อง 3 ปล้อง 2 ปล้องท้าย เป็นที่ตั้งของปีก (wing) และขา 3 คู่ ส่วนท้องประกอบไปด้วยปล้อง 11 ปล้อง ไม่มีระยางค์ โครงสร้างที่ชข่วยในการสืบพันธุ์ที่พบในปล้องสุดท้ายคาดว่าเปลี่ยแปลงมาจาก ระยางค์ส่วนท้อง

2. อวัยวะภายใน
1. ระบบย่อยอาหาร แมลงมีน้ำย่อยในการย่อยอาหารแทบทุกประเภท รวมทั้งเซลลูโลส นอกจากนี้แมลงยังมีน้ำลายเหมือนสัตว์ชั้นสูง แมลงบางชนิดมีโพาโทซัวอาศัยอยู่ในลำไส้ ช่วยในการย่อยอาหาร ท่อทางเดินอาหารมีทั้งท่อทางเดินอาหารส่วนต้น ส่วนกลาง และส่วนท้าย

2. ระบบหายใจ แมลงมีระบบท่ออากาศในการแลกเปลี่ยนก๊าซ ประกอบด้วยสไปราเคิล (spiracle) เป็นช่องอยู่ด้านข้างอกและท้อง มีท่ออากาศ (trachea) ยาวต่อจากสไปราเคิล แมลงที่บินจะมีถุงอากาศ ซึ่งเกิดจากท่ออากาศโป่งพองออกเป็นถุงบาง ภายในมีอากาศบรรจุอยู้

3. ระบบหมุนเวียนโลหิต เป็นระบบเปิด มีเส้นเลือดกลางหลังขนาดใหญ่ เส้นเลือดจากหัวจะพองออกเป็นหัวใจ หัวใจจึงเป็นท่อยาว มีรูเปิดหลายคู่เป็นช่วง ๆ นำเลือดเข้าหัวใจ ช่อมฮีโมซิลเป็นช่องเลือดที่แทรกอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ แอ่งรับเลือด(sinus) เป็นแอ่งรวมเลือดก่อนที่จะกลับเข้าสู่หัวใจ แอ่งเลือดที่สำคัญได้แก่ แอ่งเลือดรอบหัวใจ และแอ่งเลือดรอบอวัยวะภายใน

4. ระบบประสาท แมลงมีอวัยวะรับความรู้สึกหลายชนิด มีความสามารถในการหาอาหาร สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างพวกเดียวกันได้ อวัยวะรับความรู้สึกประกอบด้วย อวัยวะรับแสง ได้แก่ ตารวม ตาเดี่ยว อวัยวะรับสัมผัส ได้แก่ หนวด ขาเดิน อวัยวะรับสารเคมี ได้แก่ หนวด ปาก ขาเดิน อวัยวะรับรู้เสียง เช่น จิ้งหรีดใช้ปีกคู่หน้าถูกัน ตั๊กแตนใช้ขาถูกกับปีกคู่หน้า

5. ระบบสืบพันธุ์ แมลง มีเพศแยกจากกัน ไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว มีการเจริญหลายระยะ มีการลอกคราบ และการพัฒนาของร่างกายโดยการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและโครงสร้างเรียกว่า เมตามอร์โฟซิส (metamorphosis)

6. อวัยวะขับถ่าย
เรียก มัลพิเจียน ทิวบูล (malpighian tubule) จำนวนมากอยู่บริเวณรอยต่อของลำไส้ส่วนกลางและส่วนท้าย เป็นถุงแขวนอยู่ในช่องท้อง รับของเสียจากเลือด

7. ฟีโรโมน (pheromone)
เป็นสารที่แมลงสาสมารถสร้างขึ้นมาปล่อยออกนอกร่างกาย มีผลต่อพฤติกรรมของสัตว์ชนิดเดียวกัน เช่น พฤติกรรมทางเพศ ฟีโรโมนเป็นกรดไขมันที่ระเหยได้ และมีสารเคมีชนิดอื่น ๆ อยู่ด้วย ได้แก่ ฟิโรโมนเพศ ฟีโรโมนตามรอย ฟีโรโมนเตือนภัย

วิวัฒนาการของการบินได้

พวกที่เป็นบรรพบุรุษของแมลง เป็นพวกไม่มีปีก ซึ่งยังคงมีหลงเหลือให้เห็นบ้าง 2-3 ชนิด ในคลาสอินเซ็คตา แบ่งย่อยออกเป็น 24 ออเดอร์ เป็นพวกที่มีปีก 22 ออเดอร์ ซึ่งจัดอยู่ใน ซับคลาส เทอรีโกตา (pterygota) ที่เหลือจัดอยู่ในซับคลาส อะเทอรีโกตา (Apterygota) ปีกจะตั้งอยู่ที่ปล้องอกกลางและปล้องท้าย ปีกจะประกอบด้วยเส้นเวน ซึ่งมีเส้นเลือด เส้นประสาท และท่อลมมาหล่อเลี้ยง ปีกแมลงโบราณบางชนิดมีความยาวถึง 77 ซม. และกางออกแม้เวลาพัก เช่น แมลงปอ ซึ่งกินเนื้อที่แมลงปอเข็มและซีปะขาวแก้ไขปัญหานี้โดยการพับเก็บปีกไว้บนหลังขณะพัก ซึ่งแมลงอื่น ๆ ได้รับวิวัฒนาการนี้มาด้วย เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต เช่น การหาอาหารในที่แคบ ใต้กองไม้ เปลือกไม้ ในพวกที่มี 2 ปีก ก็ยังมีปัญหาอีกประการหนึ่งคือ ขัดขวางการไหลเวียนของอากาศทำให้บินเร็วไม่เต็มที่ ในแมลงที่มีวิวัฒนาการดียิ่งขึ้น เช่น ผึ้ง ต่อ ยุง จะมีปีกคู่หน้าเพียงคู่เดียว ปีกคู่หลังจะเป,ี่ยนเป็นตุ่มเรียก ฮาลเตอร์ (halteres) ช่วยในการทรงตัว

การเจริญเติบโตของแมลง ตัวอ่อนของแมลงโบราณที่ไม่มีปีก จะมีลักษณะคล้ายตัวเต็มวัย ต่างกันที่ขนาดและความสมบูรณ์ของเพศเราเรียกว่าไม่มีการเปลี่ยนรูปร่าง (no metamorphosis) แต่แมลงส่วนมากจะมีการเจริญเติบโตจากตัวอ่อนเป็นตัวเต็มวัย มีลำดับขั้นดังนี้ คือ

การเจริญเติบโตเป็นขั้นตอนที่ไม่สมบูรณ์ (incomplete metamorphosis = hemimetabola) ไข่ (egg) ตัวอ่อน (nymph) ตัวเต็มวัย (sdult)

การเจริญเติบโตเป็นขั้นตอนสมบูรณ์ (conplete metsmorphosis = holometabola) ไข่ ตัวหนอน ดักแด้ ตัวเต็มวัย


มอลลัสก์ (Mollusc)

มอลลัสก์เป็นสัตว์ที่มีลำตัวนิ่ม มีเปลือกแข็งหุ้มและมีเท้าเดียว หอยทาก ทาก และหอยกาบ ล้วนแต่เป็นมอลลัสก์


เอไคโนเดอร์ม (echinoderm)

เอไคโนเดอร์ม เป็นสัตว์ที่มีผิวเป็นหนาม เช่น ปลาดาว และหอยเม่น

สัตว์ที่จัดอยู่ในไฟลัมนี้เรียกว่าสัตว์ขาข้อ หรืออาร์โทรพอด (Arthropod) ซึ่งหมายถึงมีรยางค์ต่อกัน เป็นข้อๆ สัตว์กลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุด ประมาณ1,200,000 ชนิด หรือกว่า 80% ของอาณาจักรสัตว์ พวกอาร์โทรพอดมีความสำพันธ์กับพวกแอนเนลิดมากโดยเจิญมาจากพวกแอนเนลิด
ลักษณะที่สำคัญ
1. มีสมมาตรแบบผ่าซีก
2. มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น และมีช่องตัวแบบแท้งจริง
3. ลำตัวมีลักษณะเป็นปล้อง และแบ่งออกเป็นส่วนๆโดยทั่วไปแล้วมี 3 ส่วน คือ ส่วนหัว(Head) ส่วนอก( Thorax) และส่วนท้อง(Abdomen) เช่นพวกแมลง แต่บางชนิดส่วนหัวและส่วนอกจะรวมกันเป็นส่วนเดียวแยกออกจากกันไม่ได้เรียก ว่า เซฟาโลทอแรกซ์ (Cephalothorax) เช่น กุ้ง ปู นอกจากนี้ในพวกกิ้งกือและ ตะขาบส่วนของอกและท้องจะมีลักษณะเหมือนกัน
4. มีรยางค์ยื่นออกจากลำตัวเป็นคู่ๆ เช่น ขาเดิน ขาว่ายน้ำ อวัยวะส่วนปาก หนวด ปีก และรยางค์เหล่านี้มักมีลักษณะต่อกันเป็นข้อๆด้วย
5. มีโครงร่างภายนอก (Exoskeleton) เป็นสารจำพวกไคทิน(Chitin) แข็งหุ้มรอบตัว ดังนั้นในขณะที่มีการเจริญเติบโต สัตว์ในไฟลัมนี้หลายชนิดจึงต้องมีการลอกคราบ (Molting) เพื่อเอาเปลือกเก่าซึ่งมีขนาดเล็กออกเล็กแล้วสร้างเปลือกใหม่ที่มีขนาดใหญ่ กว่าขึ้นมาแทน
6. ทางเดินอาหารเป็นแบบสมบูรณ์ มีปากและทวารหนัก สำหรับส่วนปากมีอวัยวะที่ช่วยในการกินอาหารและมีการดัดแปลงไปเพื่อให้เหมาะ สมกับ สภาพของอาหาร เช่นมีปากแบบกัดกิน ดูดกิน เจาะดูด เป็นต้น
7. ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นระบบเปิด (Open circutory sysytem) โดยเลือดเมื่อออกจากหัวใจเทียม (Pseudoheart) แล้วจะไหลไปตามเส้นเลือด ต่อจากนั้นจะไหลเข้าสู่ช่องว่างในลำตัว (Hemocoel) แล้วไหลกลับเข้าสู่หัวใจอีก จะเห็นได้ว่าเลือดไม่ได้อยู่ภายในหัวใจและเส้นเลือดตลอดเวลา แต่มีบางระยะที่เลืออดไหลออกมาอยู่นอกเส้นเลือด จึงเรียกระบบการหมุนเวียนแบบนี้ว่า ระบบเปิด นอกจากนี้ สัตว์กลุ่มนี้อามีเลือดเป็นสีฟ้าอ่อนหรือไม่มีสีเนื่องจากสาร เฮโมไซยานิน (Hemocyanin) เป็นองค์ประกอบหรือมีสีแดงเนื่องจากเฮโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นองค์ประกอบ
8. มีระบบขับถ่ายเป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่ม เช่น แมลงมี มัลพีเกียน ทูบูล (Malpighain tuble) ซึ่งเป็นท่ออยู่ที่ทางเดินอาหารเป็นอวัยวะขับถ่าย กุ้งมีกรีนแกลนด์ หรือต่อมเขียว (Green gland) ที่โคนหนวดทำหน้าที่ขับถ่าย
9. ระบบหายใจประกอบด้วยอวัยวะหาบใจหลายชนิดในพวกที่อยู่ในน้ำเช่น พวกกุ้ง ปู หายใจด้วยเหงือก (Gill) พวกแมลงหายใจได้ด้วยระบบท่อลม (Tracheal system) ที่แทรกอยู่ทั้งตัว แมงมุมหายใจด้วยบุคลัง (Book lung) ที่บริเวณส่วนท้อง ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆซ้อนกันอยู่หลายชั้นเป็นต้น
10. ระบบประสาทมีปมประสาทที่หัว 1 คู่ และมีเส้นประสาททางด้านท้อง (Ventral nerver cord) ทอดไปตามความยาวของลำตัว 1 คู่และมีอวัยวะสัมผัสเจริญดี เช่น ตาเดี่ยว ตาประกอบ หนวด ขาสัมผัสเป็นต้น
11. ระบบสืบพันธุ์เป็นสัตว์แยกเพศ มักมีการปฏิสนธิภายในตัว และออกลูกเป็นไข่ที่มีไข่แดงมาก ในขณะที่มีการเจิญเติบโตมักมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปด้วย


สัตว์มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate)

สัตว์ทุกชนิดที่มีกระดูกสันหลังเรียกว่าสัตว์มีกระดูกสันหลัง (Vetrabrate)

ปลา (Fish)

ปลาเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังประเภทสัตว์เลือดเย็น ปลามีเกล็ดและครีบ หายใจโดยใช้เหงือก และอาศัยอยู่ในน้ำ


สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (Amphibian)



สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจะรวมทั้งกบและตัวนิวด์ (Newt) มันเป็นสัตว์เลือดเย็นที่สามารถ อาศัยอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ สัตว์เหล่านี้วางไข่ในน้ำ

สัตว์เลื้อยคลาน (Reptile)



สัตว์เลื้อยคลานประกอบด้วย งู จิ้งจก ตุ๊กแก และเต่า สัตว์พวกนี้มีผิวหนังเป็นเกล็ด และวางไข่ที่มีเปลือกหุ้มบนพื้นดิน


นก (Aves)



นกมีขนเป็นแผง และมีปีก สืบพันธุ์โดยการออกไข่


สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Mammal)



สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่มีกระดูกสันหลัง มีขนเป็นเส้นแบบแฮร์ (Hair) หายใจด้วยปอด มีแขนขา 2 คู่ อาหารขณะเป็นตัวอ่อน คือ น้ำนม





1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ14 สิงหาคม 2552 เวลา 07:54

    ตราบใดที่ยังไปไม่ถึง ก็คงไม่มีวันรู้ แต่มั่นใจว่ามันจะต้องเป็นสถานที่ที่งดงาม กว้างไพศาลและอุดมสมบูรณ์ เชื่อเช่นนั้น คุณก็ต้องเชื่อ มิเช่นนั้น หากเราปฏิเสธอนาคตเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น ยอมแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง แล้วมันจะเหลือความสุขอันใดให้ไขว่คว้าได้อีกเล่า
    ช่วงหนึ่งที่แสนเศร้า แสนสวย เมื่อเริ่มต้นขึ้นก็ยากจะหยุดมันไว้
    พวกเขาเคยรัก เคยเจ็บ รำพึงรำพันปานจะขาดใจท่ามกลางความอ้างว้างหลังแยกจาก...........>>>>>>>>>

    ตอบลบ

ขอขอบคุณทุกท่านที่แบ่งปันความรู้ให้เราได้ศึกษา