
| โลกของผีเสื้อ |
ผีเสื้อจัดเป็นสัตว์ในไฟลัมอาร์โทร์โปดา (Phylum Arthropoda) เช่นเดียวกับแมลง ทั่วๆ ไป ผีเสื้ออยู่ในอันดับเลพิดอปเทอรา (Orderlepidoptera) ของชันอินเซกตา (Class Insecta) แมลงที่อยู่ในอันดับนี้มีลักษณเด่นตรงที่ปีกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเล็กๆ เรียงซ้อนกัน คำว่าเลพิดอปเทอรา (Lepidoptera) มาจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ เลพิส (Iepis) แปลว่าปีก นั่นก็คือ ปีก,เกล็ด หรือ ปีกมีเกล็ด
ทำไมเราจึงเรียกแมลงปีกบางสีสดสวยนี้ว่า ผีเสื้อ สันนิษฐานกันว่าเนื่องจากปีกของผีเสื้อมีสีสันสดใสเหมือนกับสีของเสื้อผ้าที่คนเราสวมใส่ และการที่ผีเสื้อบินร่อนไปมา ทำให้คนโบราณคิดกันไปว่ามีผีไปสิงอยู่ในตัวมัน แม้นแต่ในปัจจุบัน ชาวชนบทบางแห่งก็ยังเรียกผีเสื้อว่า แมลงผี บางท่านก็สันนิฐานว่ามาจาก ผีเชื้อ เนื่องจากคติทางอีสานเชื่อว่าการที่มีผีเชื้อบินมาเป็นกลุ่มจำนวนมากมายจะเกิดโรคระบาด จึงทำให้เข้าใจกันว่าผีเสื้อเป็นผีเชื้อโรค สำหรับทางภาคเหนือเรียกผีเสื้อว่า แมงกะป้อหรือแมงกะเบี้ย ชื่อเรียกในภาษาอื่น มีเช่น ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าโจโจ้ ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่าหู่เตี๊ยบ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Butterfly แต่ไม่ว่าแมลงปีกบางที่ประดับด้วยเกล็ดหลากสีสันนี้จะมีชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม ผู้คนต่างยอมรับว่าผีเสื้อคือหนึ่งในหมู่แมลงที่สร้างความสวยงามให้แก่ธรรมชาติ
เกล็ดของผีเสื้อ
เกล็ดปีกของผีเสื้อมี 2 ลักษณะด้วยกันคือ เกล็ดที่ไม่มีเม็ดสีแต่เป็นสันนูนขึ้นมา เมื่อสะท้อนแสงจะเกิดสีรุ้งแวววาว และเกล็ดที่มีเม็ดสีอยู่ภายใน เม็ดสีภายในเกล็ดนี้เกิดได้ทั้งจากสารเคมีที่ผีเสื้อสร้างขึ้นเองและสารเคมีที่แปรรูปจากสารอาหารที่หนอนผีเสื้อกินเข้าไป เกล็ดสีเมื่อมองเกล็ดด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นเพียงฝุ่นสี และบอบบางมากเพียงสัมผัสด้วยปลายนิ้วเบา ๆ ก็จะหลุดติดมือมาทันที
สารที่ทำให้เกิดเม็ดสีต่าง ๆ ในเกล็ดคือ
1. เทอรีน (pterrin) เป็นสารที่แปรรูปมาจากกรดยูริก ในวงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่ มีสีส้มและสีแดง สีแดงเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศจะซีดลงเรื่อย ๆ
2. ฟลาโวน (flavone) เป็นสารที่ผีเสื้อสร้างขึ้นเองไม่ได้ ต้องได้รับมาจากพืชที่กินเข้าไปในระยะตัวหนอน ทำให้มีสีขาวจนถึงสีเหลือง พบในวงศ์ผีเสื้อสีตาลและวงศ์ผีเสื้อบินเร็วบางชนิด
3. เมลานิน (melanin) มีสีดำเป็นเม็ดสีแบบเดียวกับคนและสัตว์ทั่วไป
ส่วนสีเขียวและสีม่วงฟ้าเกิดจากเกล็ดที่ไม่มีสี เมื่อแสงส่องผ่านเยื่อบาง ๆ หลายชั้นของแผ่นปีกจะสะท้อนออกเป็นสีดังกล่าว
กำเนิดผีเสื้อ
| | ในบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่บนโลกนี้ สัตว์จำพวกแมลงมีจำนวนชนิดมากถึง 3 ใน 4 ของสัตว์ทั้งหมด ด้วยวิวัฒนาการอันยาวนาน แมลงจึงมีลักษณะแตกต่างหลากหลายมาก ซึ่งเราศึกษาได้จากซากดึกดำบรรพ์ ที่ค้นพบในปัจจุบัน แต่สำหรับแมลงในกลุ่มของผีเสื้อที่มีแผ่นปีกอันบอบบาง ซากของมันคงจะชำรุดเสียหายได้ง่ายหลังจากที่มันตายลง ซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อที่พบในปัจจุบัน จึงไม่สมบูรณ์พอที่จะบอกเรื่องราวของมันในอดีดได้มากนัก เราคงต้องอาศัยจินตนาการและการคาดเดาในบางส่วน |
วิวัฒนาการของผีเสื้อ
แมลงที่เราพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีวัฒนาการมาตั้งแต่ยุค คาร์บอนนิเฟอร์รัส (Carboniferous) ราว 300 ล้านปีก่อน จากซากดึกดำบรรพ์ พบว่ามีผีเสื้ออาจจะวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษของแมลงในอันดับ มีคอปเทอรา (Mecoptera) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในยุค เพอร์เมียน (Permian) ตอนต้น หรือประมาณ 250 ล้านปีก่อน แต่กว่าจะวิวัฒนาการมาเป็นผีเสื้อได้ ก็ต้องใช้เวลาหลังจากนั้นอีกหลายล้านปี เพราะว่าซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อกลางคืนที่เก่าแก่ที่สุดที่เราค้นพบมีอายุอยู่ในราว 100 - 400 ล้านปีก่อน ส่วนซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อกลางวันมีอายุแค่ 40 ล้านปีเท่านั้น
ถ้าเราลองดูความสัมพันธ์ของผีเสื้อกับพืชมีดอกในปัจจุบัน ก็เป็นไปได้ว่าทั้งสองมีวิวัฒนาการมาร่วมกัน ทั้งนี้เพราะผีเสื้อเกือบทุกชนิดมีปากเป็นท่องวง ที่วิวัฒนาการมาเพื่อใช้ดูดน้ำหวานที่อยู่ลึกลงไปในดอกไม้ พืชดอกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบมา มีอายุอยู่ในราว 90 ล้านปีก่อน เมื่อดูความหลากหลายของพืชดอกซึ่งมีอยู่มากมายในยุคนั้นแล้ว พืชมีดอกก็น่าจะกำเนิดขึ้นก่อนช่วงเวลาดังกล่าว คือเมื่อราว 150 - 200 ล้านปีก่อน ดังนั้น ถ้าผีเสื้อกับพืชดอกมีวิวัฒนาการมาร่วมกันแล้ว ผีเสื้อก็น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วยอย่างไรก็ตาม เรายังคงสรุปให้ชัดเจนลงไปไม่ได้ว่าผีเสื้อถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไหร่แน่ จนกว่าเราจะค้นพบหลักฐานจากอดีดที่มากพอ

ผีเสื้อยักษ์
นักวิทยาศาสตร์พบว่าแมลงในยุคแรกเริ่มนั้น มีขนาดใหญ่กว่าแมลงที่เราพบเห็นในปัจจุบันหลายเท่า เช่น แมลงปอ (Meganeura monyi) มีปีกกว้างจากปลายปีกซ้ายถึงปลายปีกขวาถึง 65 ซม.
นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ผีเสื้อในยุคแรกไม่น่าจะมีขนาดใหญ่เช่นนั้น แต่มีขนาดใกล้เคียงกับผีเสื้อขนาดใหญ่ในปัจจุบัน เช่น ผีเสื้อในกลุ่มผีเสื้อปีกนก (Birdwing) หรือผีเสื้อยักษ์ (Attacus atlas) ที่อาศัยอยู่แถบเอเชีย
หลักฐานที่พอจะสนับสนุนความคิดนี้ก็คือ การค้นพบร่องรอยของผีเสื้อที่ประทับอยู่บนแผ่นหิน มีอายุราว 30 ล้านปีก่อนในสมัยโอลิโกซีน (Oligocene) อยู่ในยุคเทอร์เชียรี แสดงให้เห็นถึงเส้นโครงร่างปีกและขนาดว่าใกล้เคียงกับผีเสื้อในยุคปัจจุบันมาก
นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าผีเสื้อในยุคแรก ๆ น่าจะมีสีสีนไม่สะดุดตานัก ส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาลขาว
ผีเสื้อกับดอกไม้
ความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ไม่อาจแยกขาดกันได้ ในธรรมชาติพืชพรรณไม้หลายชนิดได้อาศัยผีเสื้อช่วยในการผสมเกสร โดยใช้สีสันความงามของกลีบดอก หรือใช้กลิ่นหอมดึงดูดให้ผีเสื้อเข้ามาตอมและดูดกินน้ำหวานเป็นสิ่งตอบแทน ขณะเดียวกันเกสรดอกไม้ก็จะติดตามแข้งขาหรือลำตัวของผีเสื้อ เมื่อผีเสื้อบินไปเกาะยังดอกอื่น ก็จะช่วยทำให้เกิดการผสมเกสรขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผีเสื้อก็มีส่วนทำลายต้นพืช เพราะขณะที่ผีเสื้อมีชีวิตอยู่ในขั้นของตัวหนอนก็จะต้องกินใบหรือส่วนอื่น ๆ ของพืช เพื่อการเติบโตเป็นผีเสื้อและแพร่ขยายพันธ์ต่อไป
ลักษณะของผีเสื้อ
ผีเสื้อประกอบด้วยลำตัวที่ไม่มีโครงกระดูกภายในเช่นเดียวกับแมลงอื่น ๆ แต่มีเปลือกนอกแข็งเป็นสารจำพวกไคติน (chitin) ห่อหุ้มร่างกาย ภายในเปลือกแข็งเป็นที่ยึดของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนที่ลำตัวของผีเสื้อแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ทั้ง 3 ส่วนประกอบด้วยวงแหวนหลาย ๆ วงเรียงต่อกัน เชื่อมยึดด้วยเยื่อบาง ๆ เพื่อให้การเคลื่อนไหวได้สะดวกวงแหวนที่เชื่อมต่อกันเป็นลำตัวของผีเสื้อมีทั้งหมด 14 ปล้อง แบ่งออกเป็นส่วนหัว 1 ปล้อง ส่วนอก 3 ปล้อง และส่วนท้อง 10 ปล้อง
ปีก ผีเสื้อมีปีก 2 คู่ ไม่มีปีกนอกปีกในปีกคู่หน้าจะซ้อนทับปีกคู่หลังบางส่วน ปีกของผีเสื้อเป็นเยื้อบาง ๆ ประกบกัน มีเส้นปีกเป็นโครงร่างให้ปีกคงรูปอยู่ได้ เส้นปีกของผีเสื้อจึงเปรียบได้กับโครงกระดูกของสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ ผีเสื้อส่วนใหญ่จะมีเส้นปีกในปีกคู่หน้า 12 เส้น ปีกคู่หลัง 9 เส้น การจัดเรียงกันของเส้นปีกเป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง ในการจำแนกชนิด สกุล และวงศ์ของผีเสื้อ
ตารวม (Compound eye) ประกอบด้วยตาเล็ก ๆ หลายพันตา ทำหน้าที่รับภาพที่เคลื่อนไหว มีประสิทธิภาพการมองเห็นสูง
ตาเดียว (Simple eye) สันนิฐานว่ามีไว้เพื่อรับรู้ความมืดและความสว่าง
หนวด มีหน้าที่ในการดมกลิ่น
ท่องวง (proboscis) ใช้สำหรับดูดกินอาหารที่เป็นของเหลว เช่น น้ำ น้ำหวาน เวลาที่ไม่ได้กินอาหาร งวงนี้จะม้วนเก็บเป็นวงกลมคล้ายขดของลานนาฬิกา
ขา มีลักษณะเป็นข้อๆ แบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ ข้อโคนขา ข้อต่อโคนขา ต้นขา และตีน ตีนแบ่งเป็น 5 ข้อ มีเล็บ 1-2 คู่ ที่ปลายตีน
ส่วนอก ประกอบด้วยปล้อง 3 ปล้องเรียงต่อกัน รอยต่อระหว่างปล้องมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากมีเกล็ดสีปกคลุม แต่ละปล้องมีขา 1 คู่ ปีกคู่หน้าติดอยู่กับอกปล้องที่ 2 ปีกคู่หลังติดอยู่กับอกปล้องที่ 3 (ปล้องที่ติดกับส่วนท้อง)
อวัยวะเพศ มีรูปร่างลักษณะ ที่แตกต่างกันไปตามชนิดของผีเสื้อ ในธรรมชาติผีเสื้อชนิดเดียวกันเท่านั้นจึงจะผสมพันธุ์กันได้ไม่มีการผสมข้ามพันธุ์กัน แต่ถ้ามีก็น้อยมาก อวัยวะเพศของผีเสื้อโดยเฉพาะเพศผู้จึงสามารถใช้ในการจำแนกชนิดผีเสื้อได้ด้วย
ผีเสื้อกลางวันกับผีเสื้อกลางคืน

ผีเสื้ออาจแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ผีเสื้อกลางวันกับผีเสื้อกลางคืน หากดูเพียงผิวเผินเราอาจเห็นว่าผีเสื้อกลางวันกับผีเสื้อกลางคืนนั้นไม่แตกต่างกันเลยแต่ในทางอนุกรมวิธาน ผีเสื้อกลางวันและผีเสื้อกลางคืนอยู่ในอันดับย่อย (suborder) ต่างกันคือ อันดับย่อยผีเสื้อกลางวัน (butterfly) และอันย่อยผีเสื้อกลางคืน (moth) หรือที่เราเรียกกันว่าแมลงมอท ในจำนวนเสื้อนับแสนชนิดบนโลก พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผีเสื้อกลางคืนหรือมอท มีผีเสื้อกลางวันประมาณ๑๐%ของผีเสื้อทั้งหมด แต่ด้วยสีสันอันสวยงามสะดุดตาและโอกาสที่พบเห็นได้ง่ายในเวลากลางวัน ผีเสื้อกลางวันจึงเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันมากกว่า
ในการที่จะชี้ชัดลงไปว่าเป็นผีเสื้อกลางวันหรือผีเสื้อกลางคืนนั้นจะต้องใช้หลักเกณฑ์หลายๆ ข้อประกอบกันพิจารณา หากจะให้ละเอียดลงไปต้องอาศัยลักษณะทางกายวิภาคและพฤติกรรมอื่นๆ เข้ามาประกอบด้วย
ผีเสื้อกลางวันหากินในเวลากลางวัน แต่ก็มีบางชนิดที่ชอบออกหากินในตอนพลบค่ำหรือใกล้รุ่ง เช่น ผีเสื้อสายัณห์สีน้ำตาลธรรมดา
หนวด ส่วนปลายจะพองโตคล้ายรูปกระบอง แต่ในบางชนิดปลายหนวดอาจเป็นรูปขอ เวลาเกาะจะชูหนวดขึ้นเหนือหัวเป็นรูปตัววี (V)
ลำตัว ค่อนข้างยาวเรียว ไม่มีขนปกคลุม หรือมีเพียงบางๆ เห็นไม่ชัดเจน
ผีเสื้อกลางคืน หากินในเวลากลางคืน แต่ก็มีบางชนิดออกหากินในเวลากลางวันด้วย เช่น ผีเสื้อหญ้า ซึ่งมักจะมีสีสรรฉูดฉาดไม่แพ้ผีเสื้อ กลางวัน
หนวด มีรูปร่างหลายแบบ เช่น เส้นด้าย ฟันหวี พู่ขนนก เคียว แต่บางชนิดก็มีหนวดคล้ายกับผีเสื้อกลางวัน เวลาเกาะผีเสื้อกลางคืนจะซ่อนหนวดไว้ใต้ปีกหรือลู่แนบไปตามขอบปีก
ลำตัว อ้วนกลมและสั้นกว่าลำตัวของผีเสื้อกลางวัน เมื่อเทียบกับขนาดความกว้างยาวปีกลำตัวมีขนปกคลุมค่อนข้างหนา
วงจรชีวิตของผีเสื้อ
ผีเสื้อมีการเจริญเติบโตแบบโฮโลเมตาโบลัส (holometabolous) คือการเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ (complete metamorphosis) แบ่งเป็น 4 ระยะด้วยกัน คือ ไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย การเจริญเติบโตในแต่ละขั้นตอน ผีเสื้อจะมีรูปร่างที่ไม่เหมือนกันเลย ข้อดีสำหรับการเจริญเติบโตแบบนี้คือ แต่ละช่วงของวงจรชีวิตต้องการอาหารแตกต่างกัน และอาจอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน มีศัตรูต่างชนิดกัน ทำให้การเจริญเติบโตในแต่ละระยะ มีอัตราการเสี่ยงต่อการถูกทำลายน้อยลง
การเกี้ยวพาราสีและการผสมพันธุ์
การหาคู่ของผีเสื้อเพศผู้มีหลายวิธีด้วยกัน บางชนิดรอให้ตัวเมียบินเข้ามาในพื้นที่ของตัวเอง บางชนิดออกตระเวนไปเรื่อยๆ บางชนิดกำหนดอาณาเขตของตัวเองแล้วบินวนหาตัวเมียภายในพื้นที่นั้น ผีเสื้อที่กำหนดอาณาเขตของตัวเองไว้จะไม่ยอมให้ผีเสื้อตัวอื่นเข้ามาใกล้ บางครั้งเมื่อผู้บุกรุกไม่ยอมล่าถอย ก็ต้องต่อสู้กันจนกว่าจะแพ้ไปข้างหนึ่ง ผีเสื้อในวงศ์ขาหน้าพู่บางชนิดมีพฤติกรรมการหวงถิ่นมาก มันจะไล่ไม่เว้นแม้แต่แมลงปอหรือนกที่บินเข้ามา แม้ว่าผลสุดท้ายมันอาจจะตกเป็นอาหารของนกก็ตาม
หลังจากที่ตัวผู้ได้กลิ่นหรือพบตัวเมียก็จะเริ่มเกี้ยวด้วยการบินเข้าไปหา และกระพือปีกปล่อยกลิ่นสัญญาณ(pheromones)ให้กระจายออก เพื่อบอกให้ตัวเมียรู้ว่าเป็นผีเสื้อชนิดเดียวกัน จากนั้นมันจะพยายามให้ตัวเมียลงเกาะบนพื้น เพื่อตัวเองจะได้บินคร่อมบนหลังและทำการผสมพันธุ์ กลิ่นสัญญาณเป็นสิ่งสำคัญที่จะยั่วยวนให้ตัวเมียยอมรับในการผสมพันธุ์ หากตัวไม่พอใจก็จะบินหนีไป ผีเสื้อบางชนิดมีต่อมกลิ่นสัญญาณอยู่ที่ปีกคู่หลัง บางชนิดก็อยู่ที่ปลายส่วนท้อง
ช่วงที่ทั้งคู่ผสมพันธุ์กันใช้เวลานานพอสมควรกว่าน้ำเชื้อของตัวผู้จะเข้าไปในตัวเมียมากพอ ระหว่างนี้ผีเสื้อทั้งคู่จะเกาะนิ่ง ถือว่าเป็นช่วงอันตรายพอสมควร เพราะอาจถูกศัตรูผู้ล่าจับกินได้ง่าย
ชีวิตของผีเสื้อ
ผีเสื้อแต่ละชนิดมีอายุไม่เท่ากัน บางชนิดมีอายุเพียง 1 เดือน บางชนิดมีอายุถึง 1 ปี หน้าที่หลักของผีเสื้อในระยะที่เป็นตัวเต็มวัยคือการผสมพันธุ์เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ดังนั้นในชีวิตประจำวันของมันก็จะออกหาคู่เพื่อผสมพันธ์ และขณะเดียวกันก็จะออกหาอาหารด้วย อาหารของผีเสื้อก็คือของเหลวที่มีแร่ธาตุต่าง ๆ เช่นน้ำหวานจากดอกไม้ น้ำตามพื้นดินพื้นทราย ส่วนใหญ่แล้วผีเสื้อเพศผู้มักจะลงหากินตามที่ชื้นแฉะริมห้วย ตามโป่งดิน ผลไม้เน่า มูลสัตว์ ส่วนผีเสื้อเพศเมียมักจะหากินน้ำหวานจากดอกไม้ ปกติผีเสื้อเพศผู้และเพศเมียจะหากินในอาณาบริเวณเดียวกัน แต่บางครั้งพบว่ามันหากินไกลกัน
ในเช้าวันที่อากาศดี ผีเสื้อจะออกมาผึ่งแดดเพื่ออบอุ่นร่างกาย และจะออกหากินในช่วงเวลาประมาณ แปดโมงเช้าถึงสิบโมงเช้าพอถึงเวลากลางวันที่อากาศร้อน ผีเสื้อจะหลบพักตามที่ร่มไม้ และเริ่มออกหากินอีกครั้งในช่วงบ่ายประมาณสามโมงถึงห้าโมงเย็น ถ้าฝนตกผีเสื้อจะหลบตามใต้ใบไม้ และออกหากินหลังฝนหยุดตก ในวันที่ฟ้าครึ้ม มีเมฆมาก อากาศมีความชื้นสูง ผีเสื้อมักจะไม่ค่อยออกบินหากิน อย่างไรก็ตามมีผีเสื้อบางชนิดที่ออกหากินในตอนเช้ามืดหรือใกล้ค่ำ
ในตอนกลางคืนผีเสื้อที่ออกหากินในตอนกลางวันก็จะพักนิ่ง ๆ ตามใบไม้ ส่วนผีเสื้อกลางคืนก็จะออกหากินสลับกัน
ดอกไม้กับผีเสื้อ
ดอกไม้สำหรับผีเสื้อกลางคืนมักมีสีอ่อน ลักษณะเป็นท่อยาวและเล็ก ไม่มีที่ให้เกาะ มีน้ำหวานอยู่ลึกลงไปในดอกไม้ และบานส่งกลิ่นหอมในตอนกลางคืน ส่วนดอกไม้สำหรับผีเสื้อกลางวันมักมีสีสด หลายชนิดมีสีแดง โดยมากมักมีขนาดเล็กกว่าดอกไม้สำหรับผีเสื้อกลางคืน แต่จับกลุ่มกันเป็นดอกรวมให้ผีเสื้อเกาะได้
ผีเสื้อและแมลงต่าง ๆ มองเห็นสีสันของดอกไม้แตกต่างไปจากที่คนเรามองเห็น ทั้งนี้เพราะมันสามารถมองเห็นแสงในย่านอัลตราไวโอเลต เมื่อฉายด้วยแสงอัลตราไวโอเลต ไปบนดอกไม้ที่เรามองเห็นว่าเป็นสีเรียบ ๆ แมลงจะเห็นว่าบนกลีบดอกมีเส้นสีเข้มมากมาย เส้นสีเข้มนี้เรียกว่า nectar guide ซึ่งจะชี้นำให้แมลงเข้าไปหาน้ำหวานที่อยู่กลางดอก
การป้องกันตัวเองของผีเสื้อ
ผีเสื้อเป็นเพียงแมลงตัวเล็ก ๆ โอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อของสัตว์ใหญ่กว่าจึงมีอยู่มาก ขณะที่ยังอยู่ในระยะของไข่และตัวหนอนนับเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด โอกาสที่จะรอดชีวิตมาเป็นตัวเต็มวัยจึงมีอยู่น้อยมาก เมื่อเจริญเป็นตัวที่สมบูรณ์แล้วผีเสื้อจึงต้องพยายามเอาชนะศัตรูรอบ ๆ ข้างให้ตัวเองได้มีชีวิตต่อไป
การออกหากินตอนเช้ามืดหรือตอนใกล้ค่ำของผีเสื้อหลายชนิด เพื่อให้รอดพ้นจากพวกนกต่าง ๆ ที่ออกหากินตอนกลางวัน ทั้งยังปรับสีสันของปีกให้มีสีค่อนข้างทึบ บางชนิดมีลักษณะเหมือนผีเสื้อกลางคืนไปเลย เช่น ผีเสื้อสายัณห์สีตาล ผีเสื้อป่า ผีเสื้อบินเร็วหลายชนิด
ผีเสื้อบางชนิด เช่น ผีเสื้อหางติ่ง ผีเสื้อแถบขาว ผีเสื้อหนอนมะนาว ผีเสื้อตาลหนาม และผีเสื้อเจ้าชายเขียว สามารถบินได้เร็วทำให้ศัตรูไม่สามารถจับได้ทัน บางชนิดบินร่อนไปช้า ๆ นาน ๆ จะกระพือปีกสักครั้ง และมีลวดลายบนปีกที่สังเกตได้ยาก เช่นผีเสื้อลายหินอ่อน ผีเสื้อกะลาสี ผีเสื้อร่อนลม ผีเสื้อจรกา
ผีเสื้อหลายชนิดทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติ มีสีสันลวดลายของปีกกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม เช่นผีเสื้อแพนซีมยุรา ผีเสื้อสายัณห์ตาลบางชนิด มักเกาะกิ่งไม้หรือต้นไม้ทอดไปตามแนวดิ่ง ผีเสื้อที่อาศัยตามไม้พุ่มหนาทึบมักมีสีค่อนข้างทึบ เช่นสีน้ำตาล สีน้ำเงิน หรือสีดำ และมักมีจุดสีอ่อนหรือสีขาวซึ่งมองดูคลัายกับแสงที่ลอดผ่านพุ่มไม้มายังพื้น เช่น ผีเสื้อกะลาสี ผีเสื้อแถบขาว ผีเสื้อเจ้าชายม่วง
ผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อสีน้ำเงินมีติ่งหางยื่นยาวออกมาบริเวณปลายปีกคู่หลัง และมีจุดสีดำตรงโดนติ่ง ทำให้มองดูคล้ายหัวและหนวดเวลาเกาะมักชูท้ายขึ้นเพื่อให้ส่วนหางที่มองดูคล้ายหัวอยู่สูง เพื่อลวงให้ศัตรูเข้าใจผิด ทำให้ศัตรูจู่โจมผิดเป้าหมาย
ผีเสื้อที่ไม่มีพิษบางชนิดเลียนแบบสีสัน ลวดลายของปีกและนิสัยการบินให้ใกล้เคียงกับพวกที่มีพิษ เพื่อหลอกให้ศัตรูไม่กินมัน การเลียนแบบมักจะเลียนแบบเฉพาะลวดลายปีกด้านบน การเลียนแบบทั้งด้านบนและด้านล่างของปีกมีน้อยมาก

รอยปริขนาดเล็กปรากฏอยู่ที่ผิวภายนอก ชายคนนั้นจึงนั่งลงและเฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวของ
ตัวอ่อนผีเสื้ออยู่นานหลายชั่วโมง เขาเห็นมันพยายามดิ้นรนจะพ้นจากช่องเล็กๆของรังไหมให้ได้ - - - - -
แต่เมื่อไม่สำเร็จ เจ้าตัวน้อยก็หยุดการเคลื่อนไหวเหมือนจะยอมรับว่า ไม่อาจขืนทำอะไรไปมากกว่านั้น
จนกว้างพอที่ตัวอ่อนจะสามารถออกมาได้อย่างง่ายดาย ตัวอ่อนผีเสื้อน้อยจึงออกมาเผชิญโลกทั้งสภาพ
ร่างกายบวมกลมตรงข้ามกับปีกที่มีขนาดเล็กนิดเดียว !
และแข็งแรงพอจะพยุงร่างกายมันได้เมื่อถึงเวลาอันควร แต่เมื่อเวลาผ่านไป...กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง !
โอกาสจะบินได้ภายใต้การดูแลอย่างอ่อนโยนของชายผู้หวังดี
ก็ต่อเมื่อของเหลวในร่างกายลดน้อยลงจนลำตัวมีขนาดสมดุลกับปีกเท่านั้น จึงจะสามารถลอดออกจาก
ช่องว่างขนาดเล็กของรังไหมได้สำเร็จ และถ้าตัวอ่อนได้ผ่านการดิ้นรนจนถึงเวลานั้น มันจึงจะเติบโต
เป็นผีเสื้อที่พร้อมโบกบินจากรังได้อย่างอิสระโดยแท้
ฝ่าฟันอุปสรรคต่างหาก ที่เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยให้เรายืนหยัดอยู่ได้
อย่างแข็งแกร่ง เพราะฉะนั้นภูมิใจกับการดิ้นรนในวันนี้ .....ถ้าคุณหวังจะไปให้ถึงวันดีๆของชีวิตที่สามารถ
โบยบินได้อย่างเสรี



ขอบคุณคาบ
ตอบลบขอบคุณสำหรับ
ตอบลบความรู้ดีๆ
ที่นำมาแบ่งบัน...
นะคาบ