วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

ณ.วินาทีนี้


From this moment life has begun

From this moment you are the one

Right beside you is where I belong

From this moment on

From this moment I have been blessed

I live only for your happiness

And for your love I'd give my last breath

From this moment on

I give my hand to you with all my heart

Can't wait to live my life with you, can't wait to start

You and I will never be apart

My dreams came true because of you

From this moment as long as I live

I will love you, I promise you this

There is nothing I wouldn't give

From this moment on

You're the reason I believe in love

And you're the answer to my prayers from up above

All we need is just the two of us

My dreams came true because of you

From this moment as long as I live

I will love you, I promise you this

From this moment

I will love you as long as I live




วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รักครั้งใหม่



Downloads: Views: 53905

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ติ๊ต่างว่าได้ทำ(แนวร่วมแก๊งค์)





















1>>>ผู้รับเหมา รัชวรรณ นุกรรัมย์
(รับหน้าเต็มๆๆ)


2>>> จิรายุทธ ไชยมก




3>>> ชิราวุทธ ปันตะยัง





4>>> กานติมา สุบินยัง



5>>> สุพรรณษา มงคล












Downloads:  Views: 25176






Downloads:  Views: 43289





วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จะเก็บเอาไว้ <<<เรื่องรักของ>>> {.........}











เมื่อวันที่ฟ้าเป็นสีฟ้า

จำฉันได้ไหม ฉันคือ..........ถ้าสายตาที่ตรงแน่วและยังมีชีวิต ถ้าผ่าแววตานี้ของ....ออก   เธอจะเห็นเส้นวงกลมที่บอกอายุ เส้นวงกลมทุกเส้นคือคราบน้ำตาและรอยยิ้มที่ฉันผ่านมา ช่องว่างระหว่างวงกลมเป็นพื้นที่ซึ่งเตรียมไว้สำหรับความรักของฉัน ซึ่งต้องเป็นหญิงสาวที่สดใสราวกับดวงอาทิตย์ และฉันคิดว่าเธอคนนั้นก็คือ...?....


หลาย วันมานี้ นั่งจ้องต้นไม้ประหลาดต้นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เช้าก็มอง เย็นก็มอง ดวงอาทิตย์ขึ้นก็มอง ดวงอาทิตย์ตกก็มอง เว้นทุกห้านาทีกลับมามอง มองชั่วโมงละสิบสองรอบ วันละหนึ่งร้อยสี่สิบสี่รอบ


ต้นไม้ต้นนี้ถูก ตัวตนของคุณที่มีนับจำนวนไม่ถ้วนยึดครองจดหมด ฉันพูดกับคุณทั้งวันไม่หยุด เรียกขานชื่อของคุณแต่คุณไม่ตอบ ฉันเดินวนเวียนอยู่ใต้ต้นไม้อย่างมีหวัง เอาอย่างหนุ่ม ๆ ที่หลงรักสาวเจ้าข้างเดียว สลักชื่อของคุณลงบนเปลือกไม้ ตัวหนังสือที่แกะสลักเบี้ยว ๆ เข ๆ แสนจะอัปลักษณ์ แต่เพราะมันเป็นชื่อของคุณ จึงสวยงามขึ้นทันที ส่วนต้นไม้ก็ยินดีรับรอยแผลเป็นของความคิดถึงเอาไว้ มันยังบอกว่ามีความคิดถึงที่ไหนบ้างไม่เจ็บปวด ไม่เป็นแผล
ต้นไม้ก็คือฉัน คนสลักชื่อบนต้นไม้ก็คือฉันอีก เป็นต้นไม้ต้นที่คอยผลิดอกออกผลเพื่อเธอคนเดียว แต่เธอจะให้คำตอบฉันไหม??????

ถ้าหากระหว่างเธอกับ
ฉันมีสายใยเชื่อมโยงอยู่ สายใยเส้นนั้นควรเป็นสีอะไร? สีดำคือความแค้นสีฟ้าคือคิดถึง สีแดงคือบุพเพ สีรุ้งคือความรัก...


สมุดบันทึก กำลังจะหมดไปอีกเล่มหนึ่ง
ทุกครั้งที่ใช้จนหมดเล่ม เราจะรู้สึกถึงความสิ้นสุด และรู้สึกถึงการได้เริ่มต้นใหม่
ตัวหนังสือ เส้นสาย รูปภาพ ที่บรรจุอยู่ในนั้น
บอกเล่าเรื่องราวในช่วงเวลาสั้นๆ ที่หนังสือเล่มนั้นค่อยๆถูกใช้
หน้าแรก หน้าแล้ว หน้าเล่า จนหน้าสุดท้าย
มีเรื่องเศร้า มีเรื่องสุข มีเรื่องเครียด มีเรื่องยิ้ม มีคำบ่น มีคำคิดถึง มีวันยุ่ง มีวันว่าง
เมื่อเดินทางมาถึงหน้าสุดท้าย ก็ถึงเวลาบอกลาจากกัน
ฉันกำลังจะขึ้นเล่มใหม่ แต่ไม่ต้องเศร้าใจไป เพราะฉันจะเก็บรักษาเธอไว้อย่างดี
เธอก็เหมือนภาพสะท้อนของฉันในวันที่ผ่านมา...
ตราบใดที่ยังไปไม่ถึง ก็คงไม่มีวันรู้ แต่ฉันมั่นใจว่ามันจะต้องเป็นสถานที่ที่งดงาม กว้างไพศาลและอุดมสมบูรณ์ ฉันเชื่อเช่นนั้น คุณก็ต้องเชื่อ มิเช่นนั้น หากเราปฏิเสธอนาคตเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น ยอมแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง แล้วมันจะเหลือความสุขอันใดให้ไขว่คว้าได้อีกเล่า
ช่วงหนึ่งที่แสนเศร้า แสนสวย เมื่อเริ่มต้นขึ้นก็ยากจะหยุดมันไว้
พวกเขาเคยรัก เคยเจ็บ รำพึงรำพันปานจะขาดใจท่ามกลางความอ้างว้างหลังแยกจาก


Downloads:  Views: 28221


 


โลกของผีเสื้อ Biology of Phylum Arthropoda






โลกของผีเสื้อ

ผีเสื้อจัดเป็นสัตว์ในไฟลัมอาร์โทร์โปดา (Phylum Arthropoda) เช่นเดียวกับแมลง ทั่วๆ ไป ผีเสื้ออยู่ในอันดับเลพิดอปเทอรา (Orderlepidoptera) ของชันอินเซกตา (Class Insecta) แมลงที่อยู่ในอันดับนี้มีลักษณเด่นตรงที่ปีกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเล็กๆ เรียงซ้อนกัน คำว่าเลพิดอปเทอรา (Lepidoptera) มาจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ เลพิส (Iepis) แปลว่าปีก นั่นก็คือ ปีก,เกล็ด หรือ ปีกมีเกล็ด

ทำไมเราจึงเรียกแมลงปีกบางสีสดสวยนี้ว่า ผีเสื้อ สันนิษฐานกันว่าเนื่องจากปีกของผีเสื้อมีสีสันสดใสเหมือนกับสีของเสื้อผ้าที่คนเราสวมใส่ และการที่ผีเสื้อบินร่อนไปมา ทำให้คนโบราณคิดกันไปว่ามีผีไปสิงอยู่ในตัวมัน แม้นแต่ในปัจจุบัน ชาวชนบทบางแห่งก็ยังเรียกผีเสื้อว่า แมลงผี บางท่านก็สันนิฐานว่ามาจาก ผีเชื้อ เนื่องจากคติทางอีสานเชื่อว่าการที่มีผีเชื้อบินมาเป็นกลุ่มจำนวนมากมายจะเกิดโรคระบาด จึงทำให้เข้าใจกันว่าผีเสื้อเป็นผีเชื้อโรค สำหรับทางภาคเหนือเรียกผีเสื้อว่า แมงกะป้อหรือแมงกะเบี้ย ชื่อเรียกในภาษาอื่น มีเช่น ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าโจโจ้ ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่าหู่เตี๊ยบ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Butterfly แต่ไม่ว่าแมลงปีกบางที่ประดับด้วยเกล็ดหลากสีสันนี้จะมีชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม ผู้คนต่างยอมรับว่าผีเสื้อคือหนึ่งในหมู่แมลงที่สร้างความสวยงามให้แก่ธรรมชาติ


เกล็ดของผีเสื้อ


เกล็ดปีกของผีเสื้อมี 2 ลักษณะด้วยกันคือ เกล็ดที่ไม่มีเม็ดสีแต่เป็นสันนูนขึ้นมา เมื่อสะท้อนแสงจะเกิดสีรุ้งแวววาว และเกล็ดที่มีเม็ดสีอยู่ภายใน เม็ดสีภายในเกล็ดนี้เกิดได้ทั้งจากสารเคมีที่ผีเสื้อสร้างขึ้นเองและสารเคมีที่แปรรูปจากสารอาหารที่หนอนผีเสื้อกินเข้าไป เกล็ดสีเมื่อมองเกล็ดด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นเพียงฝุ่นสี และบอบบางมากเพียงสัมผัสด้วยปลายนิ้วเบา ๆ ก็จะหลุดติดมือมาทันที

สารที่ทำให้เกิดเม็ดสีต่าง ๆ ในเกล็ดคือ

1. เทอรีน (pterrin) เป็นสารที่แปรรูปมาจากกรดยูริก ในวงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่ มีสีส้มและสีแดง สีแดงเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศจะซีดลงเรื่อย ๆ

2. ฟลาโวน (flavone) เป็นสารที่ผีเสื้อสร้างขึ้นเองไม่ได้ ต้องได้รับมาจากพืชที่กินเข้าไปในระยะตัวหนอน ทำให้มีสีขาวจนถึงสีเหลือง พบในวงศ์ผีเสื้อสีตาลและวงศ์ผีเสื้อบินเร็วบางชนิด

3. เมลานิน (melanin) มีสีดำเป็นเม็ดสีแบบเดียวกับคนและสัตว์ทั่วไป
ส่วนสีเขียวและสีม่วงฟ้าเกิดจากเกล็ดที่ไม่มีสี เมื่อแสงส่องผ่านเยื่อบาง ๆ หลายชั้นของแผ่นปีกจะสะท้อนออกเป็นสีดังกล่าว


กำเนิดผีเสื้อ


ในบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่บนโลกนี้ สัตว์จำพวกแมลงมีจำนวนชนิดมากถึง 3 ใน 4 ของสัตว์ทั้งหมด ด้วยวิวัฒนาการอันยาวนาน แมลงจึงมีลักษณะแตกต่างหลากหลายมาก ซึ่งเราศึกษาได้จากซากดึกดำบรรพ์ ที่ค้นพบในปัจจุบัน แต่สำหรับแมลงในกลุ่มของผีเสื้อที่มีแผ่นปีกอันบอบบาง ซากของมันคงจะชำรุดเสียหายได้ง่ายหลังจากที่มันตายลง ซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อที่พบในปัจจุบัน จึงไม่สมบูรณ์พอที่จะบอกเรื่องราวของมันในอดีดได้มากนัก เราคงต้องอาศัยจินตนาการและการคาดเดาในบางส่วน

วิวัฒนาการของผีเสื้อ

แมลงที่เราพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีวัฒนาการมาตั้งแต่ยุค คาร์บอนนิเฟอร์รัส (Carboniferous) ราว 300 ล้านปีก่อน จากซากดึกดำบรรพ์ พบว่ามีผีเสื้ออาจจะวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษของแมลงในอันดับ มีคอปเทอรา (Mecoptera) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในยุค เพอร์เมียน (Permian) ตอนต้น หรือประมาณ 250 ล้านปีก่อน แต่กว่าจะวิวัฒนาการมาเป็นผีเสื้อได้ ก็ต้องใช้เวลาหลังจากนั้นอีกหลายล้านปี เพราะว่าซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อกลางคืนที่เก่าแก่ที่สุดที่เราค้นพบมีอายุอยู่ในราว 100 - 400 ล้านปีก่อน ส่วนซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อกลางวันมีอายุแค่ 40 ล้านปีเท่านั้น

ถ้าเราลองดูความสัมพันธ์ของผีเสื้อกับพืชมีดอกในปัจจุบัน ก็เป็นไปได้ว่าทั้งสองมีวิวัฒนาการมาร่วมกัน ทั้งนี้เพราะผีเสื้อเกือบทุกชนิดมีปากเป็นท่องวง ที่วิวัฒนาการมาเพื่อใช้ดูดน้ำหวานที่อยู่ลึกลงไปในดอกไม้ พืชดอกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบมา มีอายุอยู่ในราว 90 ล้านปีก่อน เมื่อดูความหลากหลายของพืชดอกซึ่งมีอยู่มากมายในยุคนั้นแล้ว พืชมีดอกก็น่าจะกำเนิดขึ้นก่อนช่วงเวลาดังกล่าว คือเมื่อราว 150 - 200 ล้านปีก่อน ดังนั้น ถ้าผีเสื้อกับพืชดอกมีวิวัฒนาการมาร่วมกันแล้ว ผีเสื้อก็น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วยอย่างไรก็ตาม เรายังคงสรุปให้ชัดเจนลงไปไม่ได้ว่าผีเสื้อถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไหร่แน่ จนกว่าเราจะค้นพบหลักฐานจากอดีดที่มากพอ

ผีเสื้อยักษ์

นักวิทยาศาสตร์พบว่าแมลงในยุคแรกเริ่มนั้น มีขนาดใหญ่กว่าแมลงที่เราพบเห็นในปัจจุบันหลายเท่า เช่น แมลงปอ (Meganeura monyi) มีปีกกว้างจากปลายปีกซ้ายถึงปลายปีกขวาถึง 65 ซม.

นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ผีเสื้อในยุคแรกไม่น่าจะมีขนาดใหญ่เช่นนั้น แต่มีขนาดใกล้เคียงกับผีเสื้อขนาดใหญ่ในปัจจุบัน เช่น ผีเสื้อในกลุ่มผีเสื้อปีกนก (Birdwing) หรือผีเสื้อยักษ์ (Attacus atlas) ที่อาศัยอยู่แถบเอเชีย

หลักฐานที่พอจะสนับสนุนความคิดนี้ก็คือ การค้นพบร่องรอยของผีเสื้อที่ประทับอยู่บนแผ่นหิน มีอายุราว 30 ล้านปีก่อนในสมัยโอลิโกซีน (Oligocene) อยู่ในยุคเทอร์เชียรี แสดงให้เห็นถึงเส้นโครงร่างปีกและขนาดว่าใกล้เคียงกับผีเสื้อในยุคปัจจุบันมาก

นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าผีเสื้อในยุคแรก ๆ น่าจะมีสีสีนไม่สะดุดตานัก ส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาลขาว

ผีเสื้อกับดอกไม้


ความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ไม่อาจแยกขาดกันได้ ในธรรมชาติพืชพรรณไม้หลายชนิดได้อาศัยผีเสื้อช่วยในการผสมเกสร โดยใช้สีสันความงามของกลีบดอก หรือใช้กลิ่นหอมดึงดูดให้ผีเสื้อเข้ามาตอมและดูดกินน้ำหวานเป็นสิ่งตอบแทน ขณะเดียวกันเกสรดอกไม้ก็จะติดตามแข้งขาหรือลำตัวของผีเสื้อ เมื่อผีเสื้อบินไปเกาะยังดอกอื่น ก็จะช่วยทำให้เกิดการผสมเกสรขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผีเสื้อก็มีส่วนทำลายต้นพืช เพราะขณะที่ผีเสื้อมีชีวิตอยู่ในขั้นของตัวหนอนก็จะต้องกินใบหรือส่วนอื่น ๆ ของพืช เพื่อการเติบโตเป็นผีเสื้อและแพร่ขยายพันธ์ต่อไป


ลักษณะของผีเสื้อ


ผีเสื้อประกอบด้วยลำตัวที่ไม่มีโครงกระดูกภายในเช่นเดียวกับแมลงอื่น ๆ แต่มีเปลือกนอกแข็งเป็นสารจำพวกไคติน (chitin) ห่อหุ้มร่างกาย ภายในเปลือกแข็งเป็นที่ยึดของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนที่ลำตัวของผีเสื้อแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ทั้ง 3 ส่วนประกอบด้วยวงแหวนหลาย ๆ วงเรียงต่อกัน เชื่อมยึดด้วยเยื่อบาง ๆ เพื่อให้การเคลื่อนไหวได้สะดวกวงแหวนที่เชื่อมต่อกันเป็นลำตัวของผีเสื้อมีทั้งหมด 14 ปล้อง แบ่งออกเป็นส่วนหัว 1 ปล้อง ส่วนอก 3 ปล้อง และส่วนท้อง 10 ปล้อง

ปีก ผีเสื้อมีปีก 2 คู่ ไม่มีปีกนอกปีกในปีกคู่หน้าจะซ้อนทับปีกคู่หลังบางส่วน ปีกของผีเสื้อเป็นเยื้อบาง ๆ ประกบกัน มีเส้นปีกเป็นโครงร่างให้ปีกคงรูปอยู่ได้ เส้นปีกของผีเสื้อจึงเปรียบได้กับโครงกระดูกของสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ ผีเสื้อส่วนใหญ่จะมีเส้นปีกในปีกคู่หน้า 12 เส้น ปีกคู่หลัง 9 เส้น การจัดเรียงกันของเส้นปีกเป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง ในการจำแนกชนิด สกุล และวงศ์ของผีเสื้อ

ตารวม (Compound eye) ประกอบด้วยตาเล็ก ๆ หลายพันตา ทำหน้าที่รับภาพที่เคลื่อนไหว มีประสิทธิภาพการมองเห็นสูง

ตาเดียว (Simple eye) สันนิฐานว่ามีไว้เพื่อรับรู้ความมืดและความสว่าง

หนวด มีหน้าที่ในการดมกลิ่น

ท่องวง (proboscis) ใช้สำหรับดูดกินอาหารที่เป็นของเหลว เช่น น้ำ น้ำหวาน เวลาที่ไม่ได้กินอาหาร งวงนี้จะม้วนเก็บเป็นวงกลมคล้ายขดของลานนาฬิกา

ขา มีลักษณะเป็นข้อๆ แบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ ข้อโคนขา ข้อต่อโคนขา ต้นขา และตีน ตีนแบ่งเป็น 5 ข้อ มีเล็บ 1-2 คู่ ที่ปลายตีน

ส่วนอก ประกอบด้วยปล้อง 3 ปล้องเรียงต่อกัน รอยต่อระหว่างปล้องมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากมีเกล็ดสีปกคลุม แต่ละปล้องมีขา 1 คู่ ปีกคู่หน้าติดอยู่กับอกปล้องที่ 2 ปีกคู่หลังติดอยู่กับอกปล้องที่ 3 (ปล้องที่ติดกับส่วนท้อง)

อวัยวะเพศ มีรูปร่างลักษณะ ที่แตกต่างกันไปตามชนิดของผีเสื้อ ในธรรมชาติผีเสื้อชนิดเดียวกันเท่านั้นจึงจะผสมพันธุ์กันได้ไม่มีการผสมข้ามพันธุ์กัน แต่ถ้ามีก็น้อยมาก อวัยวะเพศของผีเสื้อโดยเฉพาะเพศผู้จึงสามารถใช้ในการจำแนกชนิดผีเสื้อได้ด้วย

ผีเสื้อกลางวันกับผีเสื้อกลางคืน

ผีเสื้ออาจแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ผีเสื้อกลางวันกับผีเสื้อกลางคืน หากดูเพียงผิวเผินเราอาจเห็นว่าผีเสื้อกลางวันกับผีเสื้อกลางคืนนั้นไม่แตกต่างกันเลยแต่ในทางอนุกรมวิธาน ผีเสื้อกลางวันและผีเสื้อกลางคืนอยู่ในอันดับย่อย (suborder) ต่างกันคือ อันดับย่อยผีเสื้อกลางวัน (butterfly) และอันย่อยผีเสื้อกลางคืน (moth) หรือที่เราเรียกกันว่าแมลงมอท ในจำนวนเสื้อนับแสนชนิดบนโลก พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผีเสื้อกลางคืนหรือมอท มีผีเสื้อกลางวันประมาณ๑๐%ของผีเสื้อทั้งหมด แต่ด้วยสีสันอันสวยงามสะดุดตาและโอกาสที่พบเห็นได้ง่ายในเวลากลางวัน ผีเสื้อกลางวันจึงเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันมากกว่า

ในการที่จะชี้ชัดลงไปว่าเป็นผีเสื้อกลางวันหรือผีเสื้อกลางคืนนั้นจะต้องใช้หลักเกณฑ์หลายๆ ข้อประกอบกันพิจารณา หากจะให้ละเอียดลงไปต้องอาศัยลักษณะทางกายวิภาคและพฤติกรรมอื่นๆ เข้ามาประกอบด้วย

ผีเสื้อกลางวันหากินในเวลากลางวัน แต่ก็มีบางชนิดที่ชอบออกหากินในตอนพลบค่ำหรือใกล้รุ่ง เช่น ผีเสื้อสายัณห์สีน้ำตาลธรรมดา

หนวด ส่วนปลายจะพองโตคล้ายรูปกระบอง แต่ในบางชนิดปลายหนวดอาจเป็นรูปขอ เวลาเกาะจะชูหนวดขึ้นเหนือหัวเป็นรูปตัววี (V)

ลำตัว ค่อนข้างยาวเรียว ไม่มีขนปกคลุม หรือมีเพียงบางๆ เห็นไม่ชัดเจน

ผีเสื้อกลางคืน หากินในเวลากลางคืน แต่ก็มีบางชนิดออกหากินในเวลากลางวันด้วย เช่น ผีเสื้อหญ้า ซึ่งมักจะมีสีสรรฉูดฉาดไม่แพ้ผีเสื้อ กลางวัน

หนวด มีรูปร่างหลายแบบ เช่น เส้นด้าย ฟันหวี พู่ขนนก เคียว แต่บางชนิดก็มีหนวดคล้ายกับผีเสื้อกลางวัน เวลาเกาะผีเสื้อกลางคืนจะซ่อนหนวดไว้ใต้ปีกหรือลู่แนบไปตามขอบปีก

ลำตัว อ้วนกลมและสั้นกว่าลำตัวของผีเสื้อกลางวัน เมื่อเทียบกับขนาดความกว้างยาวปีกลำตัวมีขนปกคลุมค่อนข้างหนา

วงจรชีวิตของผีเสื้อ

ผีเสื้อมีการเจริญเติบโตแบบโฮโลเมตาโบลัส (holometabolous) คือการเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ (complete metamorphosis) แบ่งเป็น 4 ระยะด้วยกัน คือ ไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย การเจริญเติบโตในแต่ละขั้นตอน ผีเสื้อจะมีรูปร่างที่ไม่เหมือนกันเลย ข้อดีสำหรับการเจริญเติบโตแบบนี้คือ แต่ละช่วงของวงจรชีวิตต้องการอาหารแตกต่างกัน และอาจอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน มีศัตรูต่างชนิดกัน ทำให้การเจริญเติบโตในแต่ละระยะ มีอัตราการเสี่ยงต่อการถูกทำลายน้อยลง

การเกี้ยวพาราสีและการผสมพันธุ์

การหาคู่ของผีเสื้อเพศผู้มีหลายวิธีด้วยกัน บางชนิดรอให้ตัวเมียบินเข้ามาในพื้นที่ของตัวเอง บางชนิดออกตระเวนไปเรื่อยๆ บางชนิดกำหนดอาณาเขตของตัวเองแล้วบินวนหาตัวเมียภายในพื้นที่นั้น ผีเสื้อที่กำหนดอาณาเขตของตัวเองไว้จะไม่ยอมให้ผีเสื้อตัวอื่นเข้ามาใกล้ บางครั้งเมื่อผู้บุกรุกไม่ยอมล่าถอย ก็ต้องต่อสู้กันจนกว่าจะแพ้ไปข้างหนึ่ง ผีเสื้อในวงศ์ขาหน้าพู่บางชนิดมีพฤติกรรมการหวงถิ่นมาก มันจะไล่ไม่เว้นแม้แต่แมลงปอหรือนกที่บินเข้ามา แม้ว่าผลสุดท้ายมันอาจจะตกเป็นอาหารของนกก็ตาม

หลังจากที่ตัวผู้ได้กลิ่นหรือพบตัวเมียก็จะเริ่มเกี้ยวด้วยการบินเข้าไปหา และกระพือปีกปล่อยกลิ่นสัญญาณ(pheromones)ให้กระจายออก เพื่อบอกให้ตัวเมียรู้ว่าเป็นผีเสื้อชนิดเดียวกัน จากนั้นมันจะพยายามให้ตัวเมียลงเกาะบนพื้น เพื่อตัวเองจะได้บินคร่อมบนหลังและทำการผสมพันธุ์ กลิ่นสัญญาณเป็นสิ่งสำคัญที่จะยั่วยวนให้ตัวเมียยอมรับในการผสมพันธุ์ หากตัวไม่พอใจก็จะบินหนีไป ผีเสื้อบางชนิดมีต่อมกลิ่นสัญญาณอยู่ที่ปีกคู่หลัง บางชนิดก็อยู่ที่ปลายส่วนท้อง

ช่วงที่ทั้งคู่ผสมพันธุ์กันใช้เวลานานพอสมควรกว่าน้ำเชื้อของตัวผู้จะเข้าไปในตัวเมียมากพอ ระหว่างนี้ผีเสื้อทั้งคู่จะเกาะนิ่ง ถือว่าเป็นช่วงอันตรายพอสมควร เพราะอาจถูกศัตรูผู้ล่าจับกินได้ง่าย

ชีวิตของผีเสื้อ

ผีเสื้อแต่ละชนิดมีอายุไม่เท่ากัน บางชนิดมีอายุเพียง 1 เดือน บางชนิดมีอายุถึง 1 ปี หน้าที่หลักของผีเสื้อในระยะที่เป็นตัวเต็มวัยคือการผสมพันธุ์เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ดังนั้นในชีวิตประจำวันของมันก็จะออกหาคู่เพื่อผสมพันธ์ และขณะเดียวกันก็จะออกหาอาหารด้วย อาหารของผีเสื้อก็คือของเหลวที่มีแร่ธาตุต่าง ๆ เช่นน้ำหวานจากดอกไม้ น้ำตามพื้นดินพื้นทราย ส่วนใหญ่แล้วผีเสื้อเพศผู้มักจะลงหากินตามที่ชื้นแฉะริมห้วย ตามโป่งดิน ผลไม้เน่า มูลสัตว์ ส่วนผีเสื้อเพศเมียมักจะหากินน้ำหวานจากดอกไม้ ปกติผีเสื้อเพศผู้และเพศเมียจะหากินในอาณาบริเวณเดียวกัน แต่บางครั้งพบว่ามันหากินไกลกัน

ในเช้าวันที่อากาศดี ผีเสื้อจะออกมาผึ่งแดดเพื่ออบอุ่นร่างกาย และจะออกหากินในช่วงเวลาประมาณ แปดโมงเช้าถึงสิบโมงเช้าพอถึงเวลากลางวันที่อากาศร้อน ผีเสื้อจะหลบพักตามที่ร่มไม้ และเริ่มออกหากินอีกครั้งในช่วงบ่ายประมาณสามโมงถึงห้าโมงเย็น ถ้าฝนตกผีเสื้อจะหลบตามใต้ใบไม้ และออกหากินหลังฝนหยุดตก ในวันที่ฟ้าครึ้ม มีเมฆมาก อากาศมีความชื้นสูง ผีเสื้อมักจะไม่ค่อยออกบินหากิน อย่างไรก็ตามมีผีเสื้อบางชนิดที่ออกหากินในตอนเช้ามืดหรือใกล้ค่ำ
ในตอนกลางคืนผีเสื้อที่ออกหากินในตอนกลางวันก็จะพักนิ่ง ๆ ตามใบไม้ ส่วนผีเสื้อกลางคืนก็จะออกหากินสลับกัน

ดอกไม้กับผีเสื้อ

ดอกไม้สำหรับผีเสื้อกลางคืนมักมีสีอ่อน ลักษณะเป็นท่อยาวและเล็ก ไม่มีที่ให้เกาะ มีน้ำหวานอยู่ลึกลงไปในดอกไม้ และบานส่งกลิ่นหอมในตอนกลางคืน ส่วนดอกไม้สำหรับผีเสื้อกลางวันมักมีสีสด หลายชนิดมีสีแดง โดยมากมักมีขนาดเล็กกว่าดอกไม้สำหรับผีเสื้อกลางคืน แต่จับกลุ่มกันเป็นดอกรวมให้ผีเสื้อเกาะได้

ผีเสื้อและแมลงต่าง ๆ มองเห็นสีสันของดอกไม้แตกต่างไปจากที่คนเรามองเห็น ทั้งนี้เพราะมันสามารถมองเห็นแสงในย่านอัลตราไวโอเลต เมื่อฉายด้วยแสงอัลตราไวโอเลต ไปบนดอกไม้ที่เรามองเห็นว่าเป็นสีเรียบ ๆ แมลงจะเห็นว่าบนกลีบดอกมีเส้นสีเข้มมากมาย เส้นสีเข้มนี้เรียกว่า nectar guide ซึ่งจะชี้นำให้แมลงเข้าไปหาน้ำหวานที่อยู่กลางดอก

การป้องกันตัวเองของผีเสื้อ

ผีเสื้อเป็นเพียงแมลงตัวเล็ก ๆ โอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อของสัตว์ใหญ่กว่าจึงมีอยู่มาก ขณะที่ยังอยู่ในระยะของไข่และตัวหนอนนับเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด โอกาสที่จะรอดชีวิตมาเป็นตัวเต็มวัยจึงมีอยู่น้อยมาก เมื่อเจริญเป็นตัวที่สมบูรณ์แล้วผีเสื้อจึงต้องพยายามเอาชนะศัตรูรอบ ๆ ข้างให้ตัวเองได้มีชีวิตต่อไป

การออกหากินตอนเช้ามืดหรือตอนใกล้ค่ำของผีเสื้อหลายชนิด เพื่อให้รอดพ้นจากพวกนกต่าง ๆ ที่ออกหากินตอนกลางวัน ทั้งยังปรับสีสันของปีกให้มีสีค่อนข้างทึบ บางชนิดมีลักษณะเหมือนผีเสื้อกลางคืนไปเลย เช่น ผีเสื้อสายัณห์สีตาล ผีเสื้อป่า ผีเสื้อบินเร็วหลายชนิด

ผีเสื้อบางชนิด เช่น ผีเสื้อหางติ่ง ผีเสื้อแถบขาว ผีเสื้อหนอนมะนาว ผีเสื้อตาลหนาม และผีเสื้อเจ้าชายเขียว สามารถบินได้เร็วทำให้ศัตรูไม่สามารถจับได้ทัน บางชนิดบินร่อนไปช้า ๆ นาน ๆ จะกระพือปีกสักครั้ง และมีลวดลายบนปีกที่สังเกตได้ยาก เช่นผีเสื้อลายหินอ่อน ผีเสื้อกะลาสี ผีเสื้อร่อนลม ผีเสื้อจรกา

ผีเสื้อหลายชนิดทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติ มีสีสันลวดลายของปีกกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม เช่นผีเสื้อแพนซีมยุรา ผีเสื้อสายัณห์ตาลบางชนิด มักเกาะกิ่งไม้หรือต้นไม้ทอดไปตามแนวดิ่ง ผีเสื้อที่อาศัยตามไม้พุ่มหนาทึบมักมีสีค่อนข้างทึบ เช่นสีน้ำตาล สีน้ำเงิน หรือสีดำ และมักมีจุดสีอ่อนหรือสีขาวซึ่งมองดูคลัายกับแสงที่ลอดผ่านพุ่มไม้มายังพื้น เช่น ผีเสื้อกะลาสี ผีเสื้อแถบขาว ผีเสื้อเจ้าชายม่วง

ผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อสีน้ำเงินมีติ่งหางยื่นยาวออกมาบริเวณปลายปีกคู่หลัง และมีจุดสีดำตรงโดนติ่ง ทำให้มองดูคล้ายหัวและหนวดเวลาเกาะมักชูท้ายขึ้นเพื่อให้ส่วนหางที่มองดูคล้ายหัวอยู่สูง เพื่อลวงให้ศัตรูเข้าใจผิด ทำให้ศัตรูจู่โจมผิดเป้าหมาย

ผีเสื้อที่ไม่มีพิษบางชนิดเลียนแบบสีสัน ลวดลายของปีกและนิสัยการบินให้ใกล้เคียงกับพวกที่มีพิษ เพื่อหลอกให้ศัตรูไม่กินมัน การเลียนแบบมักจะเลียนแบบเฉพาะลวดลายปีกด้านบน การเลียนแบบทั้งด้านบนและด้านล่างของปีกมีน้อยมาก

แง่คิดจากผีเสื้อ

Butterfly

ชายคนหนึ่งพบรังไหมของตัวอ่อนผีเสื้อ เขาเฝ้าจับตาความคืบหน้ามาตลอด กระทั่งได้เห็น
รอยปริ
ขนาดเล็กปรากฏอยู่ที่ผิวภายนอก ชายคนนั้นจึงนั่งลงและเฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวของ
ตัวอ่อนผีเสื้อ
อยู่นานหลายชั่วโมง เขาเห็นมันพยายามดิ้นรนจะพ้นจากช่องเล็กๆของรังไหมให้ได้ - - - - -
แต่เมื่อไม่สำเร็จ เจ้าตัวน้อยก็หยุดการเคลื่อนไหวเหมือนจะยอมรับว่า ไม่อาจขืนทำอะไรไปมากกว่านั้น
เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะช่วยตัวอ่อนแล้ว…......ชายคนนั้นจึงหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดเปิดช่องรังไหม
จนกว้างพอ
ที่ตัวอ่อนจะสามารถออกมาได้อย่างง่ายดาย ตัวอ่อนผีเสื้อน้อยจึงออกมาเผชิญโลกทั้งสภาพ
ร่างกายบวมกลมตรงข้ามกับปีกที่มีขนาดเล็กนิดเดียว !

แต่เขาก็เฝ้าจับตามองตัวอ่อนนั้นต่อไป ด้วยความหวังว่า…อีกไม่ช้าปีกของมันจะขยายใหญ่ขึ้น
และ
แข็งแรงพอจะพยุงร่างกายมันได้เมื่อถึงเวลาอันควร แต่เมื่อเวลาผ่านไป...กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง !
ผีเสื้อน้อยต้องเดินและคลานไปมาทั้งชีวิต ด้วยสภาพร่างกายบวมกลมและปีกแห้งเล็ก ที่ไม่มี
โอกาส
จะบินได้ภายใต้การดูแลอย่างอ่อนโยนของชายผู้หวังดี

สิ่งที่ชายคนนี้ไม่เคยเข้าใจก็คือ ธรรมชาติได้กำหนดมาแล้วว่า ตัวอ่อนจะออกไปเผชิญโลกได้
ก็ต่อเมื่อ
ของเหลวในร่างกายลดน้อยลงจนลำตัวมีขนาดสมดุลกับปีกเท่านั้น จึงจะสามารถลอดออกจาก
ช่องว่างขนาดเล็ก
ของรังไหมได้สำเร็จ และถ้าตัวอ่อนได้ผ่านการดิ้นรนจนถึงเวลานั้น มันจึงจะเติบโต
เป็นผีเสื้อที่พร้อมโบกบินจากรังได้อย่างอิสระโดยแท้

การมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องผ่านอุปสรรคใดๆเลย จึงมีแต่จะทำให้เราพิการและไม่แข็งแรง การดิ้นรน
ฝ่าฟัน
อุปสรรคต่างหาก ที่เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยให้เรายืนหยัดอยู่ได้
อย่างแข็งแ
กร่ง
เพราะฉะนั้นภูมิใจกับการดิ้นรนในวันนี้ .....ถ้าคุณหวังจะไปให้ถึงวันดีๆของชีวิตที่สามารถ
โบยบินได้อย่างเสรี